ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงจับเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญ ในพื้นที่เชียงใหม่-ลำปาง จับผู้ต้องหาได้ 3 ราย พร้อมตรวจยึดยาบ้าได้กว่า 7.1 ล้านเม็ด

วันนี้ (11 พ.ค. 69) ที่ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พลตำรวจโท กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมด้วย นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายพัชระ สิมะเสถียร รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากฝ่ายทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และสำนักงาน ปปส.ภาค 5 ได้ร่วมกันแถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ 2 คดี ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำปาง ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 3 ราย พร้อมตรวจยึดยาบ้าได้รวมกว่า 7.1 ล้านเม็ด
คดีแรก จับกุมได้ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ช้างเผือก และ สภ.แม่แตง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าจับกุม นายสนั่น หรือ “บอย” พนักงานจดมิเตอร์ไฟฟ้าเอกชน หลังสืบทราบว่ามีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยเข้าตรวจสอบบริเวณลานจอดรถร้านอาหารแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา จากการตรวจค้นพบยาบ้า 2 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในตัวผู้ต้องหา ก่อนขยายผลเข้าตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่ตำบลแม่หอพระ อำเภอแม่แตง พบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ในถุงดำจำนวน 4 ถุง รวมกว่า 392,000 เม็ด นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังสืบสวนขยายผลต่อเนื่อง จนพบจุดซุกซ่อนยาเสพติดเพิ่มเติมบริเวณถนนคันคลอง บ้านหมวกหมื้อ ตำบลขี้เหล็ก อำเภอแม่แตง ตรวจยึดยาบ้าได้อีก 730,000 เม็ด รวมของกลางในคดีนี้กว่า 1.1 ล้านเม็ด จึงได้นำตัวผู้กระทำผิดและของกลางดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป พร้อมทั้งขยายผลการจับกุมเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง
คดีที่สอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่พริก จังหวัดลำปาง ร่วมกับชุดสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรภาค 5 ตั้งด่านตรวจบนถนนสายรองในพื้นที่อำเภอแม่พริก หลังได้รับแจ้งเบาะแสรถยนต์ต้องสงสัยลักลอบขนยาเสพติดจากจังหวัดเชียงรายเข้าสู่พื้นที่ตอนใน ต่อมาเจ้าหน้าที่พบรถต้องสงสัย 2 คัน ขับตามกันมา เมื่อถึงจุดสกัดรถตู้คันหนึ่งพยายามถอยหลบหนีจนเฉี่ยวชนรถเจ้าหน้าที่ ก่อนคนขับจะวิ่งหลบหนี แต่ถูกติดตามจับกุมได้ในเวลาต่อมา ทราบชื่อคือ นายเกรียงไกร อายุ 29 ปี ชาวอำเภอพบพระ จังหวัดตาก จากการตรวจค้นภายในรถ พบกระสอบสีดำจำนวน 20 ถุง ภายในบรรจุยาบ้ารวมประมาณ 6 ล้านเม็ด ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่อีกชุดสามารถควบคุมตัว นายจิรายุ อายุ 37 ปี ซึ่งขับรถนำทางให้ขบวนลำเลียงยาเสพติดได้อีก 1 ราย โดยทั้งสองรับสารภาพว่า รับจ้างขนยาเสพติดมาจากพื้นที่จังหวัดเชียงราย จึงได้นำตัวผู้กระทำผิดและของกลางดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ ตำรวจภูธรภาค 5 ได้เปิดเผยสถิติการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 10 พฤษภาคม 2569 โดยพบว่า สามารถจับกุมคดียาเสพติดได้แล้วกว่า 18,259 คดี ในจำนวนนี้เป็นคดีรายสำคัญ 216 คดี ขณะเดียวกันได้ตรวจยึดของกลางได้จำนวนมาก อาทิ ยาบ้ากว่า 315 ล้านเม็ด ยาไอซ์กว่า 6.2 ตัน เฮโรอีนกว่า 76 กิโลกรัม เคตามีนกว่า 617 กิโลกรัม และฝิ่นกว่า 215 กิโลกรัม

ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ร่วมมือภาคี ขับเคลื่อนกีฬา E-Sports ผลักดันเชียงใหม่สู่ Smart City

จังหวัดเชียงใหม่ โดยสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เปิดฉากความยิ่งใหญ่ ในกิจกรรมรอบ ชิงชนะเลิศรายการ “THE KING OF CHIANG MAI E-SPORTS 2026 ” ณ เชียงใหม่ฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต โดยได้รับเกียรติจาก นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็น ประธานในพิธีเปิด เพื่อประกาศวิสัยทัศน์ยกระดับจังหวัดเชียงใหม่สู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และ ศูนย์กลางดิจิทัลคอนเทนต์ พร้อมขับเคลื่อนภาพลักษณ์จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับโลกที่รองรับระบบนิเวศ ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวรายงานว่า กิจกรรมนี้เป็นฟันเฟืองสำคัญ ภายใต้ยุทธศาสตร์ Chiang Mai Wellness City ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) รูปแบบใหม่ โดยใช้อีสปอร์ตเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่และกลุ่มผู้มีความสามารถด้านดิจิทัล (Digital Talent) จากทั่วประเทศ ให้เข้ามาสัมผัสอัตลักษณ์ของเชียงใหม่ในมิติที่ทันสมัย สอดรับกับแนวคิด Economy ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในท้องถิ่นอย่างทั่วถึง Event

กิจกรรมในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแข่งขันเพื่อเฟ้นหาผู้ชนะในเกม ROV, FREE FIRE และ EA SPORTS™ FC Online เท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีแสดงศักยภาพความพร้อมของจังหวัดในการรองรับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ภายใน งานมีการจัดพื้นที่ Experience Space นำเสนอนวัตกรรมดิจิทัลและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ เพื่อจุดประกายให้เยาวชน เห็นโอกาสทางอาชีพในอนาคต พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนและนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ว่า เชียงใหม่คือ เมืองที่พร้อมก้าวไปข้างหน้าด้วยนวัตกรรมควบคู่ไปกับคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-10 พฤษภาคม 2569 นี้นอกจากการแข่งขันกีฬา เจ้าแห่ง E-Sports แล้ว ภายในงานยังมีนวัตกรรมหุ่นยนต์ แนวทางการศึกษาทั้งนวัตกรรมเทคโนโลยี การอัพเดตเทรนด์ดิจิทัล ความรู้ทาง การเงินผ่านดิจิทัล กิจกรรมเกม และกีฬาสนุกๆ พร้อมของรางวัลฟรีอีกมากมาย จากทั้งภาครัฐและเอกชนที่ได้ บูรณาการร่วมกันกับกิจกรรมดีๆในครั้งนี้

ปภ. แจ้งเตือน 31 จังหวัด เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก 8–10 พ.ค. นี้


กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ออกหนังสือด่วนที่สุด แจ้งเตือนจังหวัดเสี่ยงภัยให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำท่วมขัง ในช่วงวันที่ 8–10 พฤษภาคม 2569 หลังมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ประกอบกับลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากอ่าวไทยและทะเลอันดามันเข้าปกคลุมประเทศไทยตอนบน ส่งผลให้หลายพื้นที่มีฝนตกหนักบางแห่ง

โดยมีพื้นที่เฝ้าระวัง ดังนี้
1. ภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และจังหวัดอุทัยธานี
2. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดเลย และจังหวัดชัยภูมิ
3. ภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และจังหวัดสตูล

ทั้งนี้ กอปภ.ก. ได้สั่งการให้กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย เตรียมความพร้อมด้านกำลังพล เครื่องจักรกลสาธารณภัย และเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา พื้นที่ลุ่มต่ำ และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น น้ำตก และถ้ำ ที่อาจได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักสะสม

พร้อมกำชับให้ทุกจังหวัดประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารผ่านทุกช่องทาง เพื่อสร้างการรับรู้แก่ประชาชน และหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินให้เร่งเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที รวมถึงรายงานสถานการณ์ผ่านช่องทางที่กำหนดอย่างต่อเนื่อง

เชียงใหม่ มอบลายผ้าพระราชทาน “ลายขอสมเด็จฯ-เจ้าฟ้าฯ” และ “บุปผาบรมราชินีนาถ” สืบสานภูมิปัญญาผ้าไทย ยกระดับผ้าพื้นถิ่นสู่สากล

วันนี้ (8 พ.ค. 69) ที่ ห้องประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน “ลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้าฯ” และ “ลายบุปผาบรมราชินีนาถ” ตามโครงการสร้างการรับรู้ภูมิปัญญาผ้าไทยและผ้าลายพระราชทาน เพื่อส่งมอบให้แก่หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดและอำเภอ กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ช่างทอผ้า และช่างหัตถกรรมในจังหวัดเชียงใหม่ รวมจำนวน 112 คน เพื่อนำไปเป็นต้นแบบในการพัฒนาต่อยอด สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าพื้นถิ่น และเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจชุมชน
ทั้งนี้ แบบลายผ้าพระราชทาน “ลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้าฯ” เป็นลายผ้าพระราชทานประจำปี 2569 ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ณ ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประกอบด้วย 3 ลวดลายสำคัญ ได้แก่ “ลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้าฯ” “ลายขอสร้อยทอง” และ “ลายพวงดอนญ่าควีนสิริกิติ์” ซึ่งทรงพัฒนาต่อยอดจากลายผ้าไทยประวัติศาสตร์ ผสานเอกลักษณ์ร่วมสมัย เพื่อให้ประชาชนได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ส่วน “ลายบุปผาบรมราชินีนาถ” เป็นลายผ้าพระราชทานประเภทบาติก พระราชทานเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ประกอบด้วยลวดลายสำคัญ อาทิ ลายดอนญ่าควีนสิริกิติ์ ลายบัวควีนสิริกิติ์ ลายกุหลาบควีนสิริกิติ์ และลายกล้วยไม้แคทลียาควีนสิริกิติ์ ซึ่งทรงต่อยอดจากดอกไม้พระนามาภิไธยของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ถ่ายทอดลงบนผืนผ้าอย่างงดงามและเปี่ยมความหมายแห่งความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
ทั้งนี้ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ของกระทรวงมหาดไทย โดยส่งเสริมให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และช่างหัตถกรรมในพื้นที่ นำลายผ้าพระราชทานไปประยุกต์ร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างสรรค์ผลงานที่มีอัตลักษณ์ สร้างรายได้ และยกระดับผ้าไทยสู่มาตรฐานสากล อันเป็นการอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน


อินฟอร์มาฯ จัดเสวนาผู้ประกอบการ ด้านความงานเชียงใหม่ชู ‘ล้านนา’ สู่ Beauty & Wellness Hub แห่งใหม่ระดับอาเซียน

Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok ลงพื้นที่เชียงใหม่ เปิดเวทีเสวนาพิเศษ “T-Beauty จากอัตลักษณ์ไทยสู่ผลิตภัณฑ์ความงามระดับภูมิภาคและระดับโลก”ชู ‘ล้านนา’ สู่ Beauty & Wellness Hub แห่งใหม่ระดับอาเซียน

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผู้จัดงาน CosmoprofCBE ASEAN Bangkok 2026 งานแสดงสินค้าความงามระดับนานาชาติ เดินหน้าจัดเวทีเสวนาครั้งพิเศษ “Chiang Mai Roadshow”ภายใต้หัวข้อ “การสร้างแบรนด์ T-Beauty: จากอัตลักษณ์ไทยสู่ผลิตภัณฑ์ความงามระดับภูมิภาคและระดับโลก” พร้อมระดมวิทยากรชั้นนำจาก สมาคมสปาไทย, บริษัท ทรอปิคานา ออยล์ จำกัด และบริษัท โทฟู สกินแคร์ จำกัด มุ่งจุดประกายผู้ประกอบการภาคเหนือก้าวสู่เวทีความงามระดับโลก

คุณสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า T-Beauty ไม่ใช่แค่เทรนด์ที่มาแล้วไป แต่เป็นตัวบ่งบอกว่าตลาดความงามทั่วโลกกำลังมองมาที่ประเทศไทย ในฐานะต้นกำเนิดของสมุนไพร ภูมิปัญญา และอัตลักษณ์ที่ตลาดอื่นลอกเลียนแบบไม่ได้ โดยเฉพาะในภาคเหนือที่เป็นแหล่งศูนย์กลางธุรกิจ Beauty & Wellness ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของไทย ทำให้งาน CosmoprofCBE ASEAN Bangkok ในฐานะแพลตฟอร์มที่เชื่อมอุตสาหกรรมความงามไทยเข้ากับผู้ซื้อ นักลงทุน และพันธมิตรทั่วโลก ตัดสินใจนำอีเว้นต์Roadshow มาสู่เชียงใหม่ในช่วงเวลาที่กระแส T-Beauty กำลังได้รับความสนใจจากตลาดต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายเปิดช่องทางให้ผู้ประกอบการความงามและสุขภาพในภาคเหนือเข้าถึงเครือข่ายระดับอาเซียนได้โดยตรงจากในพื้นที่

ศักยภาพของธุรกิจความงามและสุขภาพในภาคเหนือ ประกอบขึ้นจากจุดแข็งหลากหลายด้าน ที่พร้อมสำหรับยกระดับสู่การเป็นBeauty & Wellness Hub ระดับโลก ทำให้กิจกรรม “Chiang Mai Roadshow” ครั้งนี้ ได้รวมผู้ร่วมเสวนาในอุตสาหกรรมความงามชั้นนำ มาร่วมถ่ายทอดทิศทางการสร้างแบรนด์ T-Beauty ในหลายมุมมอง ไม่ว่าจะเป็น สมาคมสปาไทย กับการยกระดับทั้งเรื่องสมุนไพร ภูมิปัญญาการนวด และบุคลากร ให้ได้รับรองมาตรฐานสปาสากลพร้อมรองรับลูกค้าจากทุกวัฒนธรรม, กรณีศึกษาการแปลงอัตลักษณ์ไทยเป็นธุรกิจระดับโลกของ บริษัท ทรอปิคานา ออยล์ จำกัด ที่สร้างคุณค่าให้มะพร้าวไทยสู่ผลิตภัณฑ์มาตรฐานที่ตลาดโลกเชื่อถือในกว่า 20 ประเทศ และโมเดลธุรกิจในยุคดิจิทัลของ บริษัท โทฟู สกินแคร์ จำกัด ด้วยการเปลี่ยนสมุนไพรไทยให้เป็นสินค้าส่งออกในฐานะ Global Ingredient และเติบโตสู่ธุรกิจ T-Beauty ยอดขายระดับพันล้านบาท

เสวนา Chiang Mai Roadshow โดย Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok จัดขึ้นในวันที่ 28 เมษายน 2569 ณโรงแรม ยู นิมมาน เชียงใหม่ โดยมีปาฐกถาพิเศษจาก คุณสุวลี เกียรติ์การัณย์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ที แกลเลอรี่ กรุ๊ป (ประเทศไทย) ในหัวข้อ “โอกาสและศักยภาพของธุรกิจ Beauty & Wellness Entrepreneurs ภาคเหนือ” และดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ภญ.วันดี รังสีวิจิตรประภาคณบดีสำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

สำหรับงาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026 งานแสดงสินค้าความงามระดับอาเซียน จะจัดขึ้นติดต่อกันเป็นครั้งที่ 5 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานครฯในวันที่ 24–26 มิถุนายน 2569 พร้อมรวบรวมผู้แสดงสินค้ากว่า 800 ราย แบรนด์สินค้ามากกว่า 2,500 แบรนด์ จากกว่า 40 ประเทศทั่วโลกภายในพื้นที่จัดแสดงกว่า 30,000 ตารางเมตรครอบคลุมทุกกลุ่มสินค้าในอุตสาหกรรมความงาม ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปพร้อมจำหน่าย สินค้าความงามและเครื่องสำอางจากแบรนด์ชั้นนำ รวมถึงความพิเศษครั้งแรกของการจัดงานขึ้นพร้อมกับ Cosmopack CBE ASEAN Bangkok งานแสดงสินค้าด้าน Supply Chain ของอุตสาหกรรมความงาม ที่เชื่อมโยงผู้ผลิตวัตถุดิบ สารสกัด บรรจุภัณฑ์ และเทคโนโลยีการผลิตจากทั่วโลกเข้าด้วยกันเปิดโอกาสให้แบรนด์ไทยเข้าถึงนวัตกรรมและพันธมิตรระดับสากลได้ในงานเดียว

ผู้เข้าร่วมเสวนาจะได้รับโอกาสพิเศษในการเตรียมความพร้อมสำหรับงาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026 และเป็นก้าวสำคัญที่เปิดรอผู้ประกอบการภาคเหนือ นำ “ความเป็นล้านนา” ออกสู่เวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิติดตามรายละเอียดงานได้ที่เว็บไซต์ www.cosmoprofcbeasean.com

Central Chiangrai Kids Fun Run 2026

คุณสายัณห์ นักบุญ General Manager ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Central Chiangrai Kids Fun Run 2026” กิจกรรมการแข่งขันวิ่งมินิ Fun Run สำหรับเด็ก โดยมีคุณชญานันท์ เชื้อศิริถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงราย ร่วมในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วยพันธมิตร เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2569 ณ ลานกาสะลอง ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย

ภายในงานแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 รุ่น ได้แก่ 1.Junior Run (อายุ 4–7 ปี ระยะทาง 300 เมตร) 2.Kids Fun Run (อายุ 8–10 ปี ระยะทาง 500 เมตร)

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนได้รับเสื้อวิ่งและเหรียญที่ระลึกดีไซน์สุดน่ารัก พร้อมน้ำดื่ม ขนม และของว่าง รวมถึงสิทธิพิเศษและบัตรส่วนลดจากพันธมิตรที่ร่วมสนับสนุน อาทิ ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน เชียงราย, Supersports, adidas, Tops, McDonald’s, The Pizza Company, Major Cineplex, โรงพยาบาลกรุงเทพ เชียงราย, สถาบันสอนทำขนม Little Chef และศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยเฮือนฮ้องขวัญ นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมความบันเทิงหลากหลาย อาทิ การแสดงบนเวที กิจกรรมสำหรับครอบครัว โซนถ่ายภาพ และของรางวัลมากมายตลอดทั้งงาน

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมสุขภาพของเด็กๆ และสถาบันครอบครัว ต้อนรับช่วงปิดเทอมก่อนเปิดภาคเรียนใหม่ พร้อมสร้างช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกันของทุกคนในครอบครัว ทางศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมในครั้งนี้จะสามารถสร้างความสุข ความสนุกสนาน และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันอบอุ่นให้กับน้องๆ และครอบครัวที่เข้าร่วมงาน

The Backyard Mahidol เดินเกมรุกสร้างความสำเร็จด้วย “Community-Led Space” เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ผ่าน Career Camp เชื่อมโยงครอบครัวและชุมชน

ผ่านไปอย่างงดงามและเต็มไปด้วยความประทับใจ สำหรับกิจกรรม “The Backyard Mahidol Career Camp ตอน Survival & Health Science” ที่จัดขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และจินตนาการให้กับเด็ก ๆ ได้สัมผัสประสบการณ์จริงผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์สุดสนุก ภายใต้บรรยากาศอบอุ่นที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของทุกครอบครัว ภายในงาน เด็ก ๆ ได้ร่วมสนุกกับฐานกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างทักษะการเอาตัวรอดและเรียนรู้ด้านสุขภาพอย่างสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกทักษะเบื้องต้น การเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง และการเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ค้นพบศักยภาพของตนเองผ่านประสบการณ์ที่สนุกและมีความหมาย ซึ่งไม่เพียงช่วยสร้างความสุขในช่วงปิดเทอม แต่ยังช่วยจุดประกายแรงบันดาลใจในการเรียนรู้และการเติบโตในอนาคต

กลยุทธ์การขับเคลื่อนโครงการ : มากกว่าพื้นที่ แต่คือ “ศูนย์รวมความสัมพันธ์” โดยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนถึงการ ขับเคลื่อนกลยุทธ์ ของ The Backyard Mahidol ใน 3 มิติหลัก:

Identity-Driven Learning การสร้างอัตลักษณ์ผ่านการเรียนรู้
การเลือกธีม Survival & Health Science เป็นการสร้างจุดเด่น (Unique Selling Point) ที่แตกต่างจากสนามเด็กเล่นทั่วไป โดยเน้นการสร้างทักษะชีวิตจริง (Soft Skills & Life Skills) ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดกลุ่มครอบครัวในปัจจุบันให้ความสำคัญสูงสุด

Family-Centric Community ชุมชนที่มีครอบครัวเป็นศูนย์กลาง
โครงการมุ่งเน้นการเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็น “Third Place” หรือบ้านหลังที่สาม โดยใช้กิจกรรมเป็นตัวเชื่อมให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างหัวใจของชุมชนที่มีความสนใจร่วมกันในระยะยาว

Experiential Marketing การตลาดผ่านประสบการณ์
การออกแบบพื้นที่ให้เป็นมากกว่าสถานที่ และให้กลายเป็น “พื้นที่แห่งความทรงจำ” (Memory Making Space) ช่วยสร้างความ Loyalty ต่อแบรนด์ ทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ มากกว่าการเป็นเพียงผู้รับบริการ

ขอขอบคุณทุกครอบครัวที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในครั้งนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ต้อนรับทุกท่านอีกครั้งในกิจกรรมดี ๆ ครั้งต่อไป เพื่อร่วมกันสร้างประสบการณ์แห่งความสุขและแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ อย่างต่อเนื่อง

The Backyard Mahidol พร้อมขับเคลื่อนโปรเจกต์ในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับพื้นที่ให้ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนในครอบครัว เตรียมพบกับกิจกรรมต่อไปเพื่อขยายขอบเขตการสร้างสรรค์ให้กว้างไกลกว่าเดิมเร็ว ๆ นี้

SUN แต่งตั้งพันธมิตร SIB International เป็นตัวแทนจำหน่ายข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋อง เสริมศักยภาพแบรนด์ KC ในตลาดเอเชีย

บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) หรือ SUN ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากสินค้าเกษตรของไทย ประกาศลงนามความร่วมมือเชิงพาณิชย์กับ SIB International Co. ประเทศเกาหลีใต้ โดยมี นายองอาจ กิตติคุณชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมลงนามกับ Mr. Juneau Bae กรรมการผู้จัดการ ในการแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่าย (Exclusive Agent) สำหรับผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋อง ภายใต้แบรนด์ “KC” ในเกาหลีใต้ มีผลตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2569

ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงและมีความต้องการสินค้าอาหารคุณภาพจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มค้าปลีก ร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจบริการอาหาร (Food Service)
ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว SIB International Co. จะรับหน้าที่นำเข้า ทำการตลาด และขยายช่องทางจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานกระป๋องแบรนด์ KC อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมการสร้างการรับรู้แบรนด์ การพัฒนาฐานลูกค้าใหม่ และการขยายส่วนแบ่งตลาดในประเทศเกาหลีใต้ ขณะเดียวกัน SUN ยังคงรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจกับคู่ค้าเดิมในเกาหลีใต้ที่มีความสัมพันธ์ทางการค้ามาอย่างยาวนาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าเดิม พร้อมเดินหน้าขยายโอกาสทางธุรกิจใหม่ควบคู่กันอย่างสมดุล

นายองอาจ กิตติคุณชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SUN กล่าวว่า ความร่วมมือกับ SIB International Co. สะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าและศักยภาพของแบรนด์ KC ในตลาดต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายจัดจำหน่ายในเอเชีย และต่อยอดการเติบโตของรายได้จากการส่งออกในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม SUN ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพสูง ด้วยมาตรฐานการผลิตระดับสากล และเดินหน้าขยายตลาดส่งออกอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรแปรรูปของไทยสู่ผู้บริโภคทั่วโลก ภายใต้วิสัยทัศน์การเป็นผู้ผลิตอาหารที่เติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดโลก

NARIT ต้อนรับรองนายกฯ ยศชนัน เจ้ากระทรวง อว. และ รมว. พม. นิกร ลงพื้นที่เชียงใหม่ ติดตามการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 – เชียงใหม่ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร. หรือ NARIT) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร. วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการ NARIT พร้อมคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) นายศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายกันตพงศ์ รังสีสว่าง ปลัดกระทรวง พม. ในโอกาสลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 สำหรับกลุ่มเปราะบางพิเศษในพื้นที่ โดยมี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายชัชวาลย์ ปัญญา และนายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยหน่วยงานในสังกัดกระทรวง พม. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร

ดร. วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ได้รายงานผลการดำเนินงานของศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์บรรยากาศ ของ สดร. ที่มุ่งเน้นการวิจัยองค์ประกอบทางเคมีของฝุ่น PM2.5 หาแหล่งที่มาของมลพิษ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด และได้สัดส่วน พัฒนาเทคโนโลยี LiDAR เพื่อวัดความสูงของฝาชีชั้นบรรยากาศ (Planetary Boundary Layer หรือ PBL) และผลงานล่าสุดใช้สเปกโตรกราฟติดโดรนเพื่อทำแผนที่แหล่งปล่อยมลพิษความละเอียดสูง นอกจากนี้ยังมีระบบ ACSM (Aerosol Chemical Speciation Monitor) ซึ่งเป็นเครื่องมือพิเศษใช้จำแนกองค์ประกอบทางเคมีของฝุ่นแบบ real-time ณ สถานที่ตั้ง (in-situ) ด้วยเทคนิค mass spectrometry ทำให้ทราบองค์ประกอบระดับโมเลกุลที่แท้จริงของ PM2.5 เครื่อง ACSM ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน เกาหลีใต้ ฯลฯ เพื่อทำวิจัยขับเคลื่อนการแก้ปัญหา PM2.5 ซึ่งในหลายที่ เช่น ประเทศจีนประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหา PM2.5 ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีเครื่อง ACSM อยู่ 120 เครื่อง ปัจจุบัน สดร. มี 3 เครื่อง (สำหรับติดตั้งที่เชียงใหม่ กทม. และ สงขลา) และเริ่มมีผลการวิจัยแนวหน้าที่กำลังปฏิวัติความเข้าใจด้าน PM2.5 ในไทยหลายประการ

ทั้งนี้ การวัดองค์ประกอบทางเคมีในเชียงใหม่ ชี้ให้เห็นว่าแม้การเผาชีวมวลจะเป็นปัจจัยสำคัญของการเกิด PM2.5 แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียว การเกิดแอโรซอลทุติยภูมิ (secondary aerosol) เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่มีปฏิกริยาเคมีที่ซับซ้อนและยังต้องมีการวิจัยในไทยอีกมาก ซึ่ง สดร. กำลังผลักดันอย่างเต็มที่ กระบวนการเกิดแอโรซอลทุติยภูมินั้น แก๊สไนโตรเจนออกไซด์ และซัลเฟอร์ออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่าง ๆ ของผู้คน เมื่อได้รับพลังงานแสงอาทิตย์จะทำปฏิกริยากับสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศ เกิดเป็นอนุภาคแอโรซอล และแม้ว่าสารเคมีตั้งต้นหรือสารเคมีที่เกี่ยวข้องในปฏิกริยาที่ก่อให้เกิด PM2.5 เหล่านี้จะวัดได้โดยใช้ดาวเทียม แต่ข้อมูลมีความละเอียดต่ำ ไม่เพียงพอที่จะระบุแหล่งปล่อยแก๊สได้ละเอียดถึงสถานที่ปล่อย NARIT จึงร่วมกับ University of Science and Technology of China (USTC) ในการนำโดรนติดสเปกโตรมิเตอร์ มาทดลองบินสำรวจแหล่งปล่อยแก๊สมลพิษที่ความละเอียด 10 เมตร/พิกเซล ซึ่งละเอียดกว่าดาวเทียม ประมาณ 100,000 เท่า ในเขต กทม. ช่วงเดือน ธ.ค. 2569 ประสบความสำเร็จเป็นที่เรียบร้อย พร้อมขยายผลการวัดในพื้นที่ขนาดใหญ่

ส่วนการตรวจจับจุดความร้อนด้วยดาวเทียมช่วยให้เห็นภาพใหญ่ได้รวดเร็ว แต่ยังมีความคลาดเคลื่อนของตำแหน่งไฟอยู่ในช่วงประมาณ 500 เมตร – 3 กิโลเมตร ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงจุดเกิดเหตุที่แท้จริงของทีมดับไฟ อีกทั้งดาวเทียมไม่ได้โคจรผ่านประเทศไทยตลอดเวลา จึงอาจทำให้ไฟลุกลามไปไกลก่อนจะถูกตรวจพบ การนำกล้องถ่ายภาพอินฟราเรดมาช่วยสำรวจ ตรวจหาไฟป่าอัตโนมัติร่วมกับข้อมูลจากดาวเทียม จะช่วยให้ค้นพบไฟตั้งแต่ระยะแรกอย่างแม่นยำและดำเนินการดับไฟได้เร็วยิ่งขึ้น

สำหรับการบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวง กระทรวง อว. ร่วมกับ พม. โดย NARIT และคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมกันพัฒนา “ระบบห้องปลอดฝุ่นครบวงจรสำหรับกลุ่มเปราะบาง (SAFEKIDS)” ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำร่องติดตั้งสาธิต ณ สถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์ภายใต้การดูแลของกระทรวง พม. โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดาราศาสตร์ และสาธารณสุขศาสตร์ มาช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยด้านสาธารณสุข ป้องกันการเกิดผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพ

ระบบห้องปลอดฝุ่นครบวงจรสำหรับกลุ่มเปราะบาง (SAFEKIDS) เป็นการทำงานร่วมกันของ 3 เทคโนโลยี เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเด็ก ๆ ได้แก่ 1) ระบบห้องความดันบวก (Positive Pressure System) ทำหน้าที่ดึงอากาศจากภายนอกผ่านแผ่นกรอง HEPA เพื่อเติมอากาศสะอาดเข้าห้องตลอดเวลา 2) เครื่องฟอกอากาศ DIY ที่ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยเสริมเพื่อกำจัดฝุ่นที่ตกค้างหรือเล็ดลอดเข้ามาภายในห้อง 3) เซนเซอร์ IoT (Internet of Things) เป็นตัววัดค่าฝุ่นอัจฉริยะที่รายงานผลแบบ Real-time ทำให้เรามั่นใจได้ว่าอากาศในห้องสะอาดจริง เป้าหมายสูงสุดของในปีนี้ คือการเปลี่ยนห้องดูแลกลุ่มเปราะบางให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยทั่วประเทศ ผ่านการทำงานบูรณาการร่วมกันของกระทรวง อว. พม. และ ศธ. ทั้งนี้ ได้ตั้งเป้าติดตั้งระบบครบวงจรนี้ในห้องดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น สถานสงเคราะห์เด็ก ศูนย์สวัสดิการผู้สูงอายุ และห้องเรียนปฐมวัย อย่างน้อยติดตั้งเฟสแรก 83 แห่งใน 8 จังหวัดภาคเหนือ นอกจากเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุแล้ว การเตรียมห้องปลอดฝุ่นถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่สำคัญมากสำหรับปีนี้และปีต่อ ๆ ไป

ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของหน่วยงานที่ขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนคือการเร่งนำผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงลึกไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจแก่สาธารณชนให้เห็นถึงคุณค่าและเป้าหมายของการวิจัย

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในระดับพื้นที่และระดับกระทรวง จะเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนานวัตกรรมที่สามารถแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมมาสนับสนุนภารกิจของหน่วยงานต่าง ๆ อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

หลังเสร็จสิ้นการประชุมประชุมบูรณาการการแก้ไขปัญหา และปฏิบัติการบรรเทาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) สำหรับกลุ่มเปราะบางพิเศษในพื้นที่ภาคเหนือ ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และคณะได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการพัฒนาเทคโนโลยี และวิศวกรรมขั้นสูง อาทิ เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีคลื่นความถี่วิทยุและสัญญาณดิจิทัล การพัฒนาชุดวงจรผสมสัญญาณด้วยรอยต่อตัวนำยิ่งยวด (SIS Mixer) และเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการประกอบและทดสอบดาวเทียม ชมดาวเทียมวิจัยวิทยาศาสตร์ TSC-1 ภายใต้ภาคีความร่วมมืออวกาศไทย และห้องทดสอบความเรียบของกระจกรูปทรงอิสระที่ขึ้นรูปจากเครื่องกัดขึ้นรูปผิวกระจกด้วยหัวเพชร

เชียงใหม่ จัดยิ่งใหญ่ขบวนแห่พระพุทธรูปสำคัญ เนื่องในวันมหาสงกรานต์ ประจำปี 2569 สืบสานประเพณีล้านนาอย่างงดงาม

วันนี้ (13 เม.ย. 69) ที่ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงเช้า ภายในบรรยากาศการจัดงานประเพณีมหาสงกรานต์เป็นไปอย่างคึกคัก มีการจัดขบวนแห่พระพุทธรูปสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีอาราธนา พระพุทธสิหิงค์ พร้อมด้วยพระพุทธรูปสำคัญของจังหวัด ออกจากพระวิหารลายคำ ขึ้นประดิษฐานบนรถบุษบก เพื่อเตรียมเคลื่อนเข้าสู่ขบวนแห่ โดยมี นางวิยะดา นราดิศร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงใหม่ นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้าร่วมพิธีและร่วมสรงน้ำพระเพื่อความเป็นสิริมงคลอย่างเนืองแน่น
สำหรับในช่วงบ่าย จังหวัดเชียงใหม่จะได้จัดขบวนแห่พระพุทธรูปสำคัญอย่างยิ่งใหญ่ในรูปแบบล้านนาโบราณ มีการตกแต่งขบวนอย่างวิจิตรสวยงาม พร้อมอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญจากวัดต่าง ๆ กว่า 48 วัด เข้าร่วมขบวน อาทิ พระพุทธสิหิงค์ พระเสตังคมณี (พระแก้วขาว) และพระเจ้าฝนแสนห่า ซึ่งประชาชนมีความเชื่อว่าจะช่วยบันดาลให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล
ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่ออนุรักษ์ สืบสาน และส่งเสริมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นล้านนา ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย สร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือนทั้งชาวไทยและนานาชาติ