เชียงใหม่ จัดยิ่งใหญ่ขบวนแห่พระพุทธรูปสำคัญ เนื่องในวันมหาสงกรานต์ ประจำปี 2569 สืบสานประเพณีล้านนาอย่างงดงาม

วันนี้ (13 เม.ย. 69) ที่ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงเช้า ภายในบรรยากาศการจัดงานประเพณีมหาสงกรานต์เป็นไปอย่างคึกคัก มีการจัดขบวนแห่พระพุทธรูปสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีอาราธนา พระพุทธสิหิงค์ พร้อมด้วยพระพุทธรูปสำคัญของจังหวัด ออกจากพระวิหารลายคำ ขึ้นประดิษฐานบนรถบุษบก เพื่อเตรียมเคลื่อนเข้าสู่ขบวนแห่ โดยมี นางวิยะดา นราดิศร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงใหม่ นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้าร่วมพิธีและร่วมสรงน้ำพระเพื่อความเป็นสิริมงคลอย่างเนืองแน่น
สำหรับในช่วงบ่าย จังหวัดเชียงใหม่จะได้จัดขบวนแห่พระพุทธรูปสำคัญอย่างยิ่งใหญ่ในรูปแบบล้านนาโบราณ มีการตกแต่งขบวนอย่างวิจิตรสวยงาม พร้อมอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญจากวัดต่าง ๆ กว่า 48 วัด เข้าร่วมขบวน อาทิ พระพุทธสิหิงค์ พระเสตังคมณี (พระแก้วขาว) และพระเจ้าฝนแสนห่า ซึ่งประชาชนมีความเชื่อว่าจะช่วยบันดาลให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล
ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่ออนุรักษ์ สืบสาน และส่งเสริมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นล้านนา ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย สร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือนทั้งชาวไทยและนานาชาติ

SUN ร่วมสืบสานประเพณีไทย เชื่อมความสัมพันธ์ชุมชน สร้างคุณค่าที่ยั่งยืน

บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) หรือ SUN เข้าร่วมกิจกรรม “โครงการส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น ประจำปี 2569” ซึ่งจัดขึ้นโดยกองศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งปี๊ ณ ลานอเนกประสงค์ องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งปี๊ อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่

การจัดงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และสืบสานจารีตประเพณี รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น อันเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย พร้อมทั้งปลูกฝังจิตสำนึกให้ประชาชนเห็นคุณค่าและความสำคัญของวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนส่งเสริมความรัก ความสามัคคี และความเข้มแข็งของชุมชน โดย SUN ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างบรรยากาศแห่งความอบอุ่น และนำผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทาน ภายใต้แบรนด์ “KC” มอบให้แก่ผู้สูงอายุและประชาชนที่เข้าร่วมงาน เพื่อเป็นการส่งต่อความห่วงใย และสร้างขวัญกำลังใจให้กับคนในชุมชน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างองค์กรกับสังคมอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม SUN ยังคงเดินหน้าสนับสนุนกิจกรรมที่ก่อให้เกิดคุณค่าร่วมกับทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิด “เติบโตไปพร้อมชุมชนอย่างยั่งยืน” เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและสมดุลในระยะยาวต่อไป

 

ทรู คอร์ปอเรชั่น เตรียมพร้อมสัญญาณ 5G และไฟเบอร์เน็ตบ้าน

ทรู คอร์ปอเรชั่น เตรียมพร้อมสัญญาณ 5G และไฟเบอร์เน็ตบ้าน รองรับท่องเที่ยวสงกรานต์ยุคน้ำมันแพง เสริมความแรงเชื่อมทุกการเดินทางและช่วงเวลาครอบครัวทั่วไทย

9 เมษายน 2569 – ทรู คอร์ปอเรชั่น ชูแผนรับเทศกาลสงกรานต์ 2569 รับวันหยุดยาว ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจนแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คาดว่าจะอาจจะส่งผลให้พฤติกรรมการเดินทางของคนไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้เปลี่ยนไป ทั้งการลดระยะทางท่องเที่ยว เลือกใช้เวลาพักผ่อนวันหยุดยาวใกล้บ้าน หรือหันมาใช้เวลาอยู่กับครอบครัวที่บ้านมากขึ้น ขณะที่กลุ่มที่ยังคงเดินทางมีแนวโน้มใช้เวลาบนถนนสายหลักและจุดพักรถนานขึ้น โดยเฉพาะสถานีน้ำมันซึ่งอาจมีความหนาแน่นจากการแวะพักและรอคิวเติมน้ำมัน

เผยยกทัพโซลูชันจัดเต็ม นอกจากเพิ่มสัญญาณ 5G และ 4G ปีนี้แล้ว ทรูยังติดตั้ง IBC (In-Building Coverage) เพิ่มจากเดิมเพื่อขยายสัญญาณภายในอาคารและศูนย์การค้าทั่วกรุงเทพฯ รองรับคนกรุงที่ปีนี้คาดว่าจะมีกลุ่มปรับแผนเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และเลือกฉลองสงกรานต์แบบพักผ่อนในเมืองแทน ไม่ว่าจะเดินห้าง ดูหนัง หรือนัดกินข้าวกับเพื่อน ก็ใช้งานมือถือได้ลื่นไหล ประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมนำ AI ที่ได้รับการรับรอง Autonomous Network ระดับ 4.0 จาก TM Forum มาใช้บริหารโครงข่าย ผ่านระบบ Intent-Based Operation (IBO) ที่ทำงานเสมือนทีมปฏิบัติการอัตโนมัติ ดูแลเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง

นายคูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทีมงานทรู คอร์ปอเรชั่น ไม่ได้แค่วางแผนโครงข่ายเชิงรุกเพื่อรองรับท่องเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ แต่เรายังวางแผนรองรับพฤติกรรมการใช้งานที่มีแนวโน้มเปลี่ยนไป จากเดิมที่เทศกาลสงกรานต์จะมีรูปแบบ ‘กระจุกตัวในแหล่งท่องเที่ยวสงกรานต์ และการเดินทางไกลข้ามจังหวัด’ ไปสู่รูปแบบที่ ‘กระจายตัวและยืดหยุ่น’ ทั้งระหว่างการเดินทางข้ามจังหวัด และการใช้งานในจังหวัด หรืออยู่บ้านกับครอบครัวมากขึ้น โดยคาดว่าปริมาณการใช้งานดิจิทัลยังคงเพิ่มสูง แต่จะกระจายไปยังสถานที่จัดกิจกรรมสงกรานต์ใหญ่ๆ เส้นทางคมนาคมสายหลัก จุดพักรถ และพื้นที่ชุมชนมากขึ้น ควบคู่กับการใช้งานอินเทอร์เน็ตบ้านที่เติบโตจากกลุ่มผู้บริโภคที่เลือกพักผ่อนอยู่บ้านในปีนี้”

เพื่อตอบรับแนวโน้มดังกล่าว ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้เตรียมความพร้อมโครงข่าย 5G และ 4G ครอบคลุม 5 พื้นที่สำคัญทั่วประเทศ ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยว วัด และสถานที่ทำบุญ, จุดเล่นน้ำสงกรานต์, ศูนย์กลางคมนาคม เช่น สนามบิน สถานีขนส่ง และสถานีรถไฟ, ถนนสายหลักเชื่อมภูมิภาค และจุดพักรถตามเส้นทาง รวมถึงสถานีน้ำมัน และสถานีชาร์จรถไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าจะกลายเป็นอีกหนึ่งจุดใช้งานสำคัญในปีนี้ พร้อมทั้งดูและเน็ตบ้านในทุกพื้นที่ชุมชน

ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทรูให้ความสำคัญกับจุดจัดงานสงกรานต์ซึ่งเป็นซอฟต์พาวเวอร์ไทย และเป็นจุดดึงดูดการเยือนของนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาทิ ถนนข้าวสาร, ถนนสีลม, สยามสแควร์, รวมถึงอีเวนต์ขนาดใหญ่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เช่น SIAM Songkran Music Festival (RCA), S2O Songkran Music Festival (ย่านรัชดา) และ X Festival (Warehouse Stadium) เป็นต้น รวมถึงการเสริมสัญญาณพื้นที่จัดกิจกรรมสงกรานต์ทุกภูมิภาคและจังหวัดต่างๆ ทั่วไทย

สำหรับเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ได้นำโซลูชันเสริมศักยภาพเครือข่ายมาใช้งานแบบครบวงจร เพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นและมีรูปแบบซับซ้อนมากขึ้น ได้แก่ การติดตั้งรถสถานีฐานเคลื่อนที่ COW (Cell-On-Wheel) ในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูง, การเพิ่มเสาสัญญาณชั่วคราวในจุดจัดงานและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในแต่ละจังหวัดทุกภูมิภาค, การปรับค่าพารามิเตอร์เครือข่ายให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้งานเฉพาะช่วงเทศกาล พร้อมทั้งติดตั้ง IBC (In-Building Coverage) เพิ่มจากเดิมเพื่อขยายสัญญาณภายในอาคารและศูนย์การค้าทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงการบริหารจัดการโครงข่ายแบบเรียลไทม์

นอกจากนี้ สำหรับเทศกาลสงกรานต์ 2569 ทรูนำ AI ที่ได้รับการรับรอง Autonomous Network ระดับ 4.0 จาก TM Forum มาใช้บริหารโครงข่าย ผ่านระบบ Intent-Based Operation (IBO) ที่ทำงานเสมือนทีมปฏิบัติการอัตโนมัติ ดูแลเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อคาดการณ์และปรับจูนล่วงหน้าก่อนเกิดผลกระทบ โดยสามารถกระจายโหลดในพื้นที่หนาแน่น จัดการสัญญาณรบกวน และประเมินผลแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ลูกค้าใช้งาน 5G และ 4G ได้อย่างต่อเนื่อง ลื่นไหล รองรับการสตรีม วิดีโอคอล และเล่นเกมได้อย่างสนุก

ขณะเดียวกัน ทรูยังได้จัดทีมทำงานที่ศูนย์ปฏิบัติการ BNIC และ War Room ตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้ AI วิเคราะห์และติดตามสถานการณ์เครือข่ายอย่างใกล้ชิด ครอบคลุมทั้ง 5G, 4G และอินเทอร์เน็ตบ้านทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อปริมาณการใช้งานที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว และรักษาคุณภาพการให้บริการได้อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเทศกาล

บริษัทฯ ยังดำเนินการตามแนวทางของ กสทช. อย่างเคร่งครัด เพื่อดูแลคุณภาพโครงข่ายและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานในทุกพื้นที่ ทั้งกลุ่มที่เดินทางท่องเที่ยว หรือกลุ่มที่เลือกใช้เวลาอยู่บ้านในช่วงวันหยุดยาว

“การวางแผนเสริมสัญญาณมือถือและเน็ตบ้านรับเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ สะท้อนถึงบทบาทของทรูในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงของผู้บริโภคในทุกสถานการณ์ พร้อมรองรับทั้ง ‘การเดินทางท่องเที่ยว’ และ ‘ไลฟ์สไตล์ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น’ ของคนไทยในยุคปัจจุบัน” นายคูรัม กล่าวในที่สุด

เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มความสนุกและร่วมส่งความปรารถนาดีในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ไปพร้อมกับลูกค้าคนสำคัญให้ได้สุขสดใส ชื่นใจวันสงกรานต์ เบิกบานทั่วไทยไปกับทรู พร้อมส่งมอบความสดใสรับเทศกาลปีใหม่ไทย ด้วยการมอบกระเป๋ากันน้ำสุดเก๋ไก๋ให้ลูกค้าได้นำไปใช้เบิกบานทั่วไทย เพียงเข้ามาใช้บริการหรือทำธุรกรรมที่ ทรูช็อป และ ดีแทคช็อป 129 สาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ ครบ 500 บาท รับฟรีทันทีกระเป๋ากันน้ำ 1 ใบ (จำกัด 1 สิทธิ์ต่อ 1 ท่าน) ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายนนี้ เป็นต้นไป

พร้อมกันนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ต้อนรับเทศกาลปีใหม่ไทย มอบสิทธิพิเศษดับร้อนในงานมหาสงกรานต์ ร่วมสาดความสุขและมอบความคุ้มค่าแบบเต็มพิกัดให้แก่ลูกค้าคนสำคัญ และนักท่องเที่ยว ไปกับกิจกรรมปีใหม่ไทยเที่ยวใกล้บ้าน “มหาสงกรานต์” ทั่วกรุงเทพฯ เปิดจุดรับสิทธิพิเศษมากมาย ประจำ 2 แลนด์มาร์กยอดฮิตกรุงเทพมหานคร ทั้งสวนลุมพินี และสวนเบญจกิติ ตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11 – 15 เมษายน 2569 นี้ ทั้งรับฟรี! เครื่องดื่มคลายร้อน โค้ก ซีโร่, เครื่องดื่ม Slurpee จาก Freshy, น้ำแร่ Eto, ไอศกรีม Cremo พร้อมรับส่วนลดค่าอาหารที่ร้าน KFC สูงสุดถึง 50% และส่วนลดเข้าร่วมเวิร์กชอปศิลปะสูงสุด 10% (สำหรับลูกค้า TrueBlack และ dtac PLATINUM BLUE) กดรับสิทธิ์ง่ายๆ ผ่านแอปทรู นอกจากนี้ พิเศษสำหรับลูกค้า Tourist SIM สามารถแวะซื้อซิมพร้อมกดรับซองกันน้ำฟรีได้ที่บูธทรูตลอดงาน เตรียมโหลดแอปทรู ให้พร้อมแล้วมารับความคุ้มค่าสุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้ไปด้วยกัน!

บสย. เร่งช่วย SMEs “กลุ่มเปราะบาง” ฝ่าวิกฤตยุคต้นทุนพุ่ง ชูค่าธรรมเนียมฟรี 3 ปี เดินหน้าผนึกน็อนแบงก์ ขยายค้ำประกันฯ รายย่อย

ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลต่อต้นทุนดำเนินงานทั้งวัตถุดิบ การผลิต ค่าขนส่ง ฯลฯ ที่พุ่งขึ้น บสย. พร้อมตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อย Micro SMEs พ่อค้า แม่ค้า กลุ่มอาชีพอิสระ ซึ่งถือเป็น “กลุ่มเปราะบาง” ที่มีความเสี่ยงทางธุรกิจสูงในภาวการณ์ปัจจุบัน ทั้งปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ การขาดสภาพคล่อง การบริหารจัดการต้นทุน และเป็นกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ

จากสถานการณ์ดังกล่าว บสย. ได้ตอกย้ำการช่วยเหลือ SMEs “กลุ่มเปราะบาง” ผ่าน โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Smart Win วงเงินค้ำประกัน 10,000 ล้านบาท ค้ำประกันต่อราย 1 หมื่นบาท – 1 ล้านบาท ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก ปีต่อไปคิดตามระดับความเสี่ยง 3 ระดับ ตั้งแต่ 1% 1.5% และ 2.5% เฉพาะโครงการนี้ บสย. ได้นำ Credit Scoring Model และ Risk-based Pricing มาใช้ประเมินความเสี่ยงลูกค้า เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน และเพิ่มอัตราการอนุมัติสินเชื่อของ SMEs ที่มีความเสี่ยงที่ยอมรับได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังมุ่งกระตุ้นให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อ ด้วยการจ่ายเคลม (จ่ายค่าประกันชดเชย) หรือ Max Claim ในอัตราสูง เพื่อดูดซับความเสี่ยงด้าน Credit Cost และเพิ่มโอกาสด้านเครดิต (Credit Enhancement) ให้กับ SMEs เพื่อลดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) และทำให้สถาบันการเงินมีความเชื่อมั่นในการพิจารณาสินเชื่อเพิ่มให้กับ SMEs มากยิ่งขึ้น

การช่วยเหลือ “กลุ่มเปราะบาง” เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของ บสย. เพื่อช่วยให้ SMEs รายย่อย ที่ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือขาดคนค้ำประกัน ในการขอสินเชื่อ สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดยไตรมาสที่ 1 ปี 2569 (ม.ค. – มี.ค.) เพียงระยะเวลา 3 เดือน บสย. ให้ความช่วยเหลือ SMEs รายย่อย (วงเงินสินเชื่อที่ต้องการไม่เกิน 2 แสนบาท) ผ่านการค้ำประกันสินเชื่อกว่า 1,380 ล้านบาท ช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้กว่า 15,000 ราย ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงมาก เมื่อเทียบกับปี 2568 (ม.ค. – ธ.ค.) ที่มียอดค้ำประกันกลุ่มรายย่อย 2,380 ล้านบาท ช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้กว่า 19,150 ราย ความสำเร็จดังกล่าวมาจากการทำงานเชิงรุก และโครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Smart Win ที่ตอบโจทย์ SMEs รายย่อยมากยิ่งขึ้น

สำหรับประเภทธุรกิจ SMEs รายย่อย ที่ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อ 3 อันดับแรก ได้แก่ ร้านค้าปลีกรายย่อย (โชห่วย) 40% ตามด้วยกลุ่มพ่อค้า แม่ค้าหาบเร่ แผงลอย ตลาดสด 29.4% และกลุ่มร้านทำผม เสริมความงาม 4.2% สะท้อนกลุ่มอาชีพหลักของ SMEs รายย่อย ซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

“จากวิกฤตพลังงานซึ่งสร้างผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม จากต้นทุนดำเนินงานที่พุ่งสูง การค้าขายที่ยากลำบากจากกำลังซื้อที่ลดลง จากนี้ บสย. จะเพิ่มความเข้มข้นในการช่วยเหลือ SMEs รายย่อย มากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยให้ SMEs รายย่อย สามารถอยู่รอด อยู่ได้ และผ่านพ้นวิกฤตที่เกิดขึ้น” ดร.สิทธิกร กล่าว

ทั้งนี้ เพื่อให้ความช่วยเหลือ SMEs รายย่อย “กลุ่มเปราะบาง” ครอบคลุมทุกมิติ อีกหนึ่งแผนงานสำคัญจากนี้ คือ การขยายการค้ำประกันไปยังผู้ให้บริการสินเชื่อประเภทน็อนแบงก์ (Non-Bank) ในกลุ่ม “นาโนไฟแนนซ์” ซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศกว่า 70 ราย เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มนี้ ซึ่งมีปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน โดยเน้นวงเงินค้ำประกันรายละไม่เกิน 50,000 บาท เพื่อเสริมสภาพคล่องและต่อลมหายใจให้ธุรกิจสามารถผ่านพ้นวิกฤตในช่วงเวลานี้

นอกจากนี้ ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บสย. ยังให้ความช่วยเหลือ SMEs ลูกค้า บสย. ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สำหรับผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจส่งออกและนำเข้า โดยพักชำระค่าธรรมเนียมและค่าจัดการค้ำประกัน 3 เดือน สำหรับลูกค้าที่จะครบกำหนดชำระ ระหว่างวันที่ 15 มีนาคม – 30 เมษายน 2569 ปัจจุบันพบว่าสามารถช่วยลูกค้าพักชำระค่าธรรมเนียมทั้งสิ้น 46 ราย คิดเป็นภาระค้ำประกันประมาณ 48 ล้านบาท

สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จากวิกฤตน้ำมันแพง และต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงิน และการดำเนินธุรกิจ บสย. พร้อมคำปรึกษาและคำแนะนำ SMEs ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การแก้ปัญหาหนี้ และให้ความรู้ทางการเงิน ผ่านศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs (บสย. F.A. Center) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ยังเพิ่มความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถเข้ามาตรวจสุขภาพทางการเงิน พร้อมจองคิวขอรับคำปรึกษาทางการเงิน ฟรี! ได้ที่ LINE OA : @tcgfirst

จังหวัดเชียงใหม่ ปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยว ลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2569

โครงการรณรงค์ให้ความรู้ด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กิจกรรม “พิธีปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยว และลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์” ประจำปีงบประมาณ 2569

วันที่ 8 เมษายน 2569 ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เป็นประธานปล่อยแถว ระดมกวาดล้างอาชญากรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยว และลดอุบัติเหตุทางถนน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 โดยจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับตำรวจภูธรภาค 5 ตำรวจภูธรจังหวัด เชียงใหม่ มณฑลทหารบกที่ 33 องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่และภาคีเครือข่ายร่วมกันจัดขึ้น เพื่อเป็นการสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็น เทศกาลสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ และมีประชาชนเดินทางมาท่องเที่ยวจำนวนมากทั้งชาวไทย และต่างชาติ เป็นอีกหนึ่งเทศกาลที่นักท่องเที่ยวรอคอย

การจัดกิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงความ ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ป้องกันและลดการเกิดอาชญากรรม อุบัติเหตุทางถนน และเหตุ เพลิงไหม้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ รวมทั้งเป็นการแสดงความพร้อมของทุกภาคส่วนในการ บูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย สร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและ ชาวต่างชาติเพื่อเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน คอยดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของ ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ในจังหวัดเชียงใหม่อย่างทั่วถึง

ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ มุ่งมั่นดำเนินงาน ตามโครงการรณรงค์ให้ความรู้ด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ เทศกาลสงกรานต์ของจังหวัดเชียงใหม่เป็นงานประเพณีที่งดงาม ปลอดภัย และสร้างภาพลักษณ์ที่ ดีให้กับการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่

Greenbus เสริมทัพรับรถใหม่!! EV Greenbus 6 คัน เข้าฟลีทอย่างเป็นทางการ

Greenbus เสริมทัพรับรถใหม่!! EV Greenbus 6 คัน เข้าฟลีทอย่างเป็นทางการ พร้อมประกอบพิธีเจิมเสริมสิริมงคล
วันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569 บริษัท กรีนแคปปิตอล จำกัด ทำพิธีเสริมสิริมงคลเพื่อการเดินทางที่ปลอดภัยให้กับรถโดยสาร EV Greenbus จำนวน 6 คัน มุ่งยกระดับการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมอบความสะดวกสบายสูงสุดแก่ผู้โดยสาร
โดยได้รับเมตตาจาก ท่านพระครูสุนทรพัฒนการ เจ้าอาวาสวัดดวงดี จังหวัดเชียงใหม่ มาประกอบพิธี:
พิธีเจิมรถและประพรมน้ำพระพุทธมนต์: เสริมมงคลนาม “วัดดวงดี” ให้ทุกการเดินทางโชคดีและราบรื่น
พิธีผูกสายสิญจน์และขึ้นแม่ย่านาง: ตามความเชื่อโบราณเพื่อคุ้มครองป้องกันภัย ให้ผู้โดยสารมั่นใจตลอดการเดินทาง
พลังงานสะอาด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า แสดงจุดยืนด้านสิ่งแวดล้อม

พลังงานสะอาด 100%: ลดมลพิษทางอากาศ ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าแทนน้ำมัน ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันที่ผันผวนและปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

อากาศบริสุทธิ์ทุกที่นั่ง: ติดตั้งระบบเครื่องฟอกอากาศภายในห้องโดยสาร ช่วยกรองฝุ่น PM 2.5 และยับยั้งเชื้อโรค ให้คุณหายใจได้เต็มปอดตลอดการเดินทาง

เงียบ สงบ ผ่อนคลาย: ด้วยระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าที่ไร้เสียงรบกวนและไร้แรงสั่นสะเทือน มอบประสบการณ์การเดินทางที่สบายกว่าที่เคย

สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน: ห้องโดยสารสะอาดเอี่ยม ทันสมัย พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่จัดเต็ม เพื่อให้ทุกการเดินทางคือความประทับใจ

EV Greenbus “สร้างอนาคตสู่โลกสะอาด”

“The Backyard Mahidol” คอมมูนิตี้มอลล์แนวคิดใหม่ มุ่งสู่การเป็นหมุดหมายของ Wellness Destination

“The Backyard Mahidol” คอมมูนิตี้มอลล์แนวคิดใหม่ มุ่งสู่การเป็นหมุดหมายของ Wellness Destination ตอบรับทุกเทรนด์การฟื้นฟูสุขภาพของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญ กับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งร่างกาย จิตใจ และไลฟ์สไตล์

อีกหนึ่งโครงการที่ใส่ใจสุขภาพของชาวเชียงใหม่ “The Backyard Mahidol” เปิดตัวสู่ Wellness Destination แห่งใหม่ ที่มุ่งยกระดับไลฟ์สไตล์คนเมือง ภายใต้แนวคิด “Live Well, Be Well” หรือ “อยู่ดี ใช้ชีวิตดี” เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพอย่างรอบด้าน ทั้งสุขภาพกาย ใจ และความเป็นอยู่ที่สมดุล โครงการสะท้อนแนวคิด “การอยู่ดีอย่างมีคุณค่า” ที่ไม่ได้จำกัดเพียงความสะดวกสบาย แต่รวมถึงการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย พร้อมนิยามใหม่ของการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายอย่างมีระดับ และสมดุลในทุกมิติ “The Backyard Mahidol” ถูกออกแบบให้เป็น Lifestyle Space ที่ผสานธรรมชาติเข้ากับการใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว มุ่งเน้นการฟื้นฟูสุขภาพทั้งร่างกายและไลฟ์สไตล์ สร้างประสบการณ์การดูแลตัวเองท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่น ผ่อนคลาย เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว และตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคสายสุขภาพได้อย่างครบครัน พร้อมเปิดให้บริการแล้วตั้งแต่วันนี้ อาทิ

– PowerHaus Pilates Chiang Mai: สตูดิโอพิลาทิสมาตรฐานสูง ที่จะพาคุณไปสู่มิติใหม่ของการออกกำลังกาย กับการค้นหาความแข็งแกร่งที่ถูกซ่อนอยู่ในตัวคุณ การันตีคุณภาพด้วยครูสอนที่เป็นนักกายภาพบำบัดและครูพิลาทิส ที่พร้อมให้คำแนะนำกับคุณแบบตัวต่อตัว ที่จะมาช่วยปรับจุดบกพร่องของร่างกาย รวมถึงการแก้อาการออฟฟิศซินโดรม ได้อีกด้วย สตูดิโอพิลาทิสมาตรฐานสูง นำโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัด มุ่งเน้นการเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย พร้อมปรับสมดุลโครงสร้างและแก้ปัญหาออฟฟิศซินโดรมอย่างตรงจุด
(เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ 8.00 – 20.00น., เสาร์ – อาทิตย์ 08.00 – 17.00น. โทร 064 782 4999)

– One Wellness Clinic: เพราะความอ่อนเยาว์ที่แท้จริง เริ่มต้นจากข้างใน เราจึงมอบมาตรฐานการดูแลสุขภาพและความงามที่เหนือระดับ ด้วยแนวคิดการฟื้นฟูดูแลผิวพรรณจากระดับเซลล์และสมดุลภายในร่างกายช่วยแก้ปัญหาของการมีสุขภาพดี ดูอ่อนเยาว์อย่างยั่งยืน ด้วยการดูแลแบบเจาะลึก เพื่อผลลัพธ์ที่เปล่งประกายออกมาถึงภายนอก
(เปิดบริการทุกวัน เวลา 9.00 – 19.00น. โทร 064 878 2244)

– ปลาวาฬทันตกรรม: คลินิกทันตกรรมที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 26 ปี มาชวนเปิดประสบการณ์ใหม่ในการดูแลสุขภาพช่องปาก ด้วยมาตรฐานการรักษาที่ผ่านทันตแพทยสภา เครื่องมือที่ได้มาตรฐาน ได้รับการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, ความสะอาด, แพทย์ที่มีประสบการณ์ด้านการรักษาเฉพาะทาง และบุคลากรที่ให้บริการอย่างมืออาชีพ

(เปิดบริการทุกวัน จันทร์-เสาร์ 10.00 -19.00น., อาทิตย์ 10.00 -17.00 น. โทร 064 002 4804)

– Auric Clinic (ออริคคลินิก): คลินิกเวชกรรมด้านความงามที่ให้บริการดูแลผิวพรรณ รูปหน้า และรูปร่างโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผ่านหัตถการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน อาทิ เลเซอร์ โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ ร้อยไหม และ ทรีตเมนต์ต่างๆ เพื่อเสริมสร้างบุคลิกภาพและความงามอย่างมั่นใจ
(เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00 – 20.00 น. โทร 092 539 3592)

– Watsons Health: ร้านวัตสันสำหรับคนรักสุขภาพ ภายใต้คอนเซ็ป “ดูแลด้วยใจ ใกล้คุณทุกวัน” พร้อมให้บริการครบทั้งเรื่องสุขภาพและยา โดยเภสัชกรและผู้เชี่ยวชาญ ครบทั้ง ยา วิตามิน อาหารเสริม เวชสำอาง คัดสรรสินค้า Health & Wellness เพื่อ “Better You” ดูแลครบทั้งการกิน การนอน และการดูแลจากภายใน เพราะวัตสันใส่ใจทุกรายละเอียด ด้วยความเชื่อว่า “สุขภาพที่ดี เริ่มได้ตั้งแต่วันที่ยังแข็งแรง”

(เปิดบริการทุกวัน เวลา 9.00 – 21.00น. โทร. 063 208 3341)

โดยการผนึกกำลังของพันธมิตรด้านสุขภาพในครั้งนี้ จะมาช่วยเติมเต็มประสบการณ์ด้าน Wellness ให้ครอบคลุมทุกมิติยิ่งขึ้น เพื่อให้ “The Backyard Mahidol” ไม่ได้เป็นเพียงแค่แหล่งช้อปปิ้ง แต่เป็นจุดหมายใหม่ของการเริ่มต้นการใช้ชีวิตที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพอย่างยั่งยืนในทุกช่วงวัย

#thebackyardmahidol #thebackyardcommunitymall
#communitymallchiangmai #chaingmai #mahidol
#powerhauspilates #onewellness
#ปลาวาฬทันตกรรม #auricclinic

ฮ.ปภ. ยังไม่สามารถบินทิ้งน้ำดับไฟในอุทยานฯ ศรีลานนาได้ ขณะที่ ศอ.ปกป.ภาค 3 สั่งหน่วยทหารเร่งจัดรถฉีดน้ำลดฝุ่นละอองในพื้นที่

วันนี้ (30 มี.ค. 69) ที่ ศปก.ปกป.ภาค 3 (ส่วนหน้า) อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 มอบหมายให้พลโท ชายแดน กฤษณสุวรรณ แม่ทัพน้อยที่ 3 ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ฯ ประสานเฮลิคอปเตอร์ KA-32 จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มาช่วยสนับสนุนภารกิจควบคุมไฟป่า ในอุทยานแห่งชาติศรีลานนา อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
โดยได้วางแผนออกปฏิบัติการตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 10.30 น. แต่เนื่องจากการบินสำรวจและประเมินสถานการณ์แล้ว พบว่า ทัศนวิสัยในการบินไม่ดี อาจเกิดความไม่ปลอดภัยต่อเครื่องบินและนักบิน จึงทำให้ขณะนี้ยังไม่สามารถบินทิ้งน้ำดับไฟในพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีลานาได้
ขณะเดียวกัน ได้สั่งการหน่วยทหารในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือยกระดับการปฏิบัติงานให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อลดฝุ่นและลดผลกระทบ โดยจัดรถบรรทุกน้ำและรถดับเพลิง ออกฉีดพ่นละอองน้ำในพื้นที่ชุมชนเมืองเพื่อลดผลกระทบให้กับประชาชนในพื้นที่จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เนื่องจากสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่ภาคเหนือเริ่มทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับในห้วงดังกล่าวความกดอากาศสูง จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดสภาพหมอกควันปกคลุมหนาแน่นเป็นบริเวณกว้าง และมีค่าเฉลี่ยฝุ่นละอองในอากาศสูงเกินมาตรฐานอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน


หยก กชพร เวโรจน์รองประธานสภาวัฒธรรมจังหวัดเชียงใหม่ร่วมทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อก่อตั้งกองทุนฯ

สภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ทำที่ทำนุบำรุง สืบสาน อนุรักษ์ และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป ตลอดจนส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรรค์ที่เป็นประโยชน์แก่ชุมชนและสังคม ทั้งในด้านการศึกษา เยาวชน ศิลปิน การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่องอย่างไรก็ตาม ภารกิจดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยงบประมาณและทรัพยากรเพื่อใช้ในการดำเนินงานและช่วยเหลือผู้ปฏิบัติงานด้านวัฒนธรรม รวมถึงการส่งเสริมสวัสดิการแก่ศิลปินเยาวชน ผู้สูงอายุ และเครือข่ายวัฒนธรรมที่ร่วมอุทิศแรงกาย แรงใจ และเวลาทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรรมของจังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 คุณหยก กชพร เวโรจน์ รองประธานสภาวัฒธรรมจังหวัดเชียงใหม่ และสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ จัดตั้ง “ผ้าป้ามหากุศลเพื่อก่อตั้งกองทุนสวัสติการสภาวัฒนธรรม จังหวัดเชียงใหม่ และกองทุนบริหารงานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่” ณ วัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้สามารถจัดสวัสดีการแก่ผู้ปฏิบัติงานทางวัฒนธรรมอย่างเหมาะสมสนับสนุมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ส่งเสริมการทำรอยู่ของมรดกวัฒนธรรมล้านนา และเป็นทุนสนับสนุนสำรองสำหรับการบริหารจัดการ งานวัฒนธรรมให้มีความคล่องตัว โปร่งใส และยั่งขึ้นการร่วมบุญโมครั้งนี้ จึงมิไข่เพียงเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของสภาวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการแผ่มตตาบารมีในการธำรงรักษามรดกทางวัฒนธรรมธรรมของแผ่นดินล้านนา สนับสนุมการสร้างโอกาสให้เอาวชนและประชาชนทั่วไป ได้เข้าถึงองค์ความรู้ทางวัฒนธรรรม และร่วมกันสืบทอดคุณค่าทางศิลปะ วัฒนธรรม และจิตวิญญาณของท้องถิ่นให้คงอยู่อย่างมั่นคงสืบไป

นอกจากนี้ “ผ้าป้ามหากุศลเพื่อก่อตั้งกองทุนสวัสติการสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ จัดขึ้น ณ วัดสวนดอก จ.เชียงใหม่ มีกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรม และโรงทานอาหาร จาก indy team และชมรม Chan ge together อีกด้วย

อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ระดมกำลังควบคุมไฟป่า 5 จุด

ตามที่ได้เกิดจุดความร้อนในพื้นที่อำเภอฮอด จำนวน 5 จุด ในช่วงบ่ายของวันที่ 23 มีนาคม 2569 นั้น ภายใต้การอำนวยการของ นางสาวณัชธน์กมล พ่อค้า นายอำเภอฮอดได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการกำลังเข้าดำเนินการควบคุมสถานการณ์อย่างเร่งด่วน

จุดที่ 1 บริเวณป่าสงวนแห่งชาติ บ้านแม่สะนาม หมู่ที่ 9 ตำบลบ่อหลวง เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่า ชม.20 (กิ่วลม) ร่วมกับผู้ใหญ่บ้าน และอาสาสมัครดับไฟป่า เข้าดับไฟและจัดทำแนวกันไฟ ป้องกันไม่ให้ลุกลามเข้าสู่พื้นที่เกษตรของประชาชน

จุดที่ 2 ในเขตอุทยานแห่งชาติออบหลวง บริเวณห้วยลึก ใกล้ถนนหมายเลข 108 ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน พร้อมแบ่งชุดปฏิบัติการ 3 ชุด ได้แก่ ชุดเข้าดับไฟ ชุดทำแนวกันไฟ และชุดรถบรรทุกน้ำฉีดควบคุมไฟ โดยสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เมื่อเวลา 18.20 น.

จุดที่ 3 บริเวณเขตห้ามล่าสัตว์ป่าฮอด บ้านห้วยหินดำ หมู่ที่ 3 ตำบลนาคอเรือ เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครร่วมกันดับไฟ พร้อมทำแนวกันไฟ จนสามารถควบคุมไฟได้เมื่อเวลา 18.50 น.

จุดที่ 4 และ 5 ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่บ้านห้วยหินดำ หมู่ที่ 3 ตำบลนาคอเรือ เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและรักษาป่า ชม.15 (สบแม่แจ่ม) ร่วมกับผู้นำชุมชน อาสาสมัครดับไฟป่า และเจ้าหน้าที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยยางปาน เข้าดำเนินการดับไฟและทำแนวกันไฟ จนสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เมื่อเวลา 18.40 น.

สรุปผลการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมไฟป่าทั้ง 5 จุดได้สำเร็จ โดยไม่มีรายงานความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทั้งนี้ยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป