ทกจ.เชียงใหม่ติดตามสถานการณ์เหตุความไม่สงบในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด ย้ำเชียงใหม่ยังปลอดภัย

ท่องเที่ยวและกีฬาเชียงใหม่ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ที่อาจส่งผลกระทบจากเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง ย้ำเชียงใหม่ยังปลอดภัยสามารถท่องเที่ยวได้ตามปกติ

นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬา บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจติดตามผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบกรณีความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ จึงได้บูรณาการร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ ติดตามและสอบถามผู้ประกอบการภายในท่าอากาศยานและผู้โดยสาร ถึงผลกระทบต่างๆ จากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งสถานการณ์ทั่วไปเป็นปกติ ขอให้นักท่องเที่ยวเชื่อมั่นว่ายังสามารถท่องเที่ยวและดำเนินชีวิตในจังหวัดเชียงใหม่ได้อย่างปกติ ทั้งนี้ จังหวัดเชียงใหม่มีมาตรการด้านการรักษาความปลอดภัยตามหลักสากล อีกทั้งทุกหน่วยงานมีความพร้อมและจะมีการประเมินสถานการณ์รายวัน เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่อไป

อย่างไรก็ตาม อาจมีสายการบินที่ได้รับผลกระทบบางส่วนแต่ได้การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในเบื้องต้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อบจ.เชียงใหม่ประชุมหาแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวบริเวณอุโมงค์เขื่อนแม่กวงฯ

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุม ชั้น 4 อบจ.เชียงใหม่ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายก อบจ.เชียงใหม่ เป็นประธานเปิดประชุมหารือแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวบริเวณปากอุโมงค์เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เพื่อเปิดให้ประชาชนในพื้นที่เข้ามาใช้พื้นที่ท้ายเขื่อนแม่กวงอุดมธารา สามารถเล่นน้ำเพื่อการนันทนาการ คลายร้อน และรักษาประเพณีอันดีงามในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยมี สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) โครงการสรงน้ำและบำรุงรักษาแม่กวงอุดมธารา หน่วยป้องกันรักษาป่าไม้ที่ ชม.8 (ห้วยส้ม) ที่การปกครองอำเภอสันทราย ที่ทำการปกครองอำเภอดอยสะเก็ด สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลตำบลหนองแหย่ง เทศบาลตำบลลวงเหนือ กำนันตำบลหนองแหย่งและตำบลลวงเหนือ ร่วมประชุมหารือแนวทางในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ โดยทุกฝ่ายสนับสนุนผลักดันการจัดกิจกรรม การขอใช้พื้นที่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย การจัดทำแผนการบริหารการจัดการน้ำ การบริหารจัดการพื้นที่ การจัดการรักษาความสะอาด และความปลอดภัยในพื้นที่

เปิดให้ชมทุกวัน…สวนสวยตลอดทั้งปีที่ “อุทยานหลวงราชพฤกษ์”

เปิดให้ชมทุกวัน…สวนสวยตลอดทั้งปีที่ “อุทยานหลวงราชพฤกษ์”
ที่นี่ไม่ใช่แค่สวน…แต่คือพื้นที่แห่งการเรียนรู้และพักผ่อนสำหรับทุกวัย เที่ยวได้ทุกวัน ท่ามกลางสวนสวย ดอกไม้ตามฤดูกาล และธรรมชาติที่เปลี่ยนสีไปในทุกช่วงเวลา อุทยานหลวงราชพฤกษ์ไม่เพียงเป็นสถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็น
• แหล่งเรียนรู้ด้านพฤกษศาสตร์และสิ่งแวดล้อมระดับนานาชาติ
• พื้นที่ต้นแบบการจัดการสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์อย่างยั่งยืน
• สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับมาตรฐานประดับประเทศ

: จุดไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด

📍หอคำหลวง
สถาปัตยกรรมล้านนาอันวิจิตร งดงาม สง่างาม เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเชียงใหม่

📍สวนเกษตรทฤษฎีใหม่
เรียนรู้วิถีชีวิตตามแนวพระราชดำริ และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง


📍เรือนกล้วยไม้
ชมกล้วยไม้พันธุ์แท้–ลูกผสม ดอกเอื้องเมืองเหนือบานสะพรั่งช่วง มี.ค.–เม.ย.ของทุกปี พร้อม “ถ้ำกล้วยไม้” และโซนเรืองแสงสุดตื่นตา

📍เรือนไม้ดอก
ไม้ดอกเมืองหนาวสีสันสดใสตลอดปี บรรยากาศราวกับเทพนิยาย

📍Bug World
โลกแมลงแสนมหัศจรรย์ เรียนรู้ใกล้ชิด สนุกได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่
พร้อมสนามเด็กเล่น และพักผ่อนที่ KOONIE CAFE คาเฟ่สีขาวริมสนามหญ้า จิบกาแฟจากเมล็ดกาแฟดีจากยอดดอยบนพื้นที่สูง พร้อมชมต้นกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้า, ต้นโกโก้ที่ได้ปลูกประดับรอบๆ ร้านในบรรยากาศสุดชิลล์

📍สวนนานาชาติ 22 ประเทศ
เที่ยวรอบโลกในวันเดียว ชมสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมจากหลากหลายประเทศ

📍Sky Walk – เรือนร่มไม้ – โดมกุหลาบ
เดินชมวิว 360 องศากับความสวยงามที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงฤดูแถมได้ความรู้เกี่ยวกับพรรณไม้ตลอดเส้นทางเดิน นักท่องเที่ยวสามารถเดินตั้งแต่ ‘เรือนร่มไม้’ ที่เต็มไปด้วยพรรณไม้หายากกว่า 400 สายพันธุ์ เชื่อมสู่โดมกุหลาบกว่า 200 สายพันธุ์ ต่อเนื่องถึงพื้นที่ “ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ที่ผสานความงามและองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และ “สวนพรมบุปผา/ สวนสมุนไพร”

📍เรือนพืชทะเลทราย
รวมพืชอวบน้ำกว่า 1,500 ชนิด มุมถ่ายรูปสวยเหมือนอยู่กลางทะเลทราย
สวนลานต้อนรับ – สวนอังกฤษ
ไม้ดอกตามฤดูกาลจากเกษตรกรบนพื้นที่สูง เปลี่ยนสีสันตลอดปี

ไฮไลท์ไม้กลุ่มสีตามฤดูกาล
📍 มีนาคม 2569
• กัลปพฤกษ์ (ซากุระเมืองไทย)
• เหลืองอินเดีย
📍 เมษายน – พฤษภาคม 2569
• อินทนิล
• ราชพฤกษ์ และคูนขาว
• หางนกยูงฝรั่ง

อีกทั้ง ยังมีโรงแรมราชพฤกษ์เพลซ ห้องพักในอุทยานหลวงราชพฤกษ์ที่ได้รับมาตรฐาน Green Hotel เดินเพียงไม่กี่ก้าวจากห้องพักก็ถึง “หอคำหลวง” แลนด์มาร์กสำคัญของอุทยานฯ พร้อมบัตรเข้าชมสวน และจักรยานปั่นชมวิวฟรี

“มาเที่ยวเชียงใหม่ทั้งที อย่าลืมแวะมาเดินเล่น ถ่ายรูป พาครอบครัวมาพักผ่อน หรือเรียนรู้เรื่องธรรมชาติที่งดงามตลอดทั้งปีที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์…ทุกการมาเยือน คือ การสัมผัสธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืน”

สอบถามเพิ่มเติมที่ 053-114110 ถึง 2

อัตราค่าเข้าชมอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ** นั่งรถไฟฟ้าชมสวนฟรี!! **
คนไทย ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 70 บาท
ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 150 บาท
ผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ข้าราชการ นักเรียนและนักศึกษา แสดงบัตร 70 บาท
ผู้พิการ และเด็กความสูงไม่เกิน 100 ซม. เข้าชมฟรี
บัตรรายปี
บัตรสมาชิกชมสวนรายปีแบบบุคคล ราคาขาย 899 บาท/ปี
บัตรสมาชิกชมสวนรายปีแบบกลุ่ม (3 คน) ราคาขาย 2,000 บาท/ปี

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ครบรอบ 38 ปี เผยผลการดำเนินงานปี 2568 ผู้โดยสารกว่า 9.5 ล้านคน

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ครบรอบ 38 ปี เผยผลการดำเนินงานปี 2568 ผู้โดยสารกว่า 9.5 ล้านคน พร้อมเดินหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเติบโตในอนาคต

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 นายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เป็นประธานพิธีทำบุญเนื่องในโอกาสครบรอบ 38 ปี การดำเนินงานของท่าอากาศยานเชียงใหม่ โดยมีผู้บริหาร พนักงานและลูกจ้าง หัวหน้าส่วนราชการ สายการบิน ผู้ประกอบการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนสื่อมวลชน เข้าร่วมพิธีทำบุญและพิธีสืบชะตาตามแบบประเพณีล้านนา เพื่อความเป็นสิริมงคลอย่างพร้อมเพรียง

ท่าอากาศยานเชียงใหม่เป็น 1 ใน 6 ท่าอากาศยานหลักของประเทศ ภายใต้การกำกับดูแลของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งรับโอนกิจการจากกรมการบินพาณิชย์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2531 และมีบทบาทสำคัญในฐานะประตูสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือ มีศักยภาพรองรับผู้โดยสารได้ 8 ล้านคนต่อปี โดยในปี 2562 เคยให้บริการผู้โดยสารสูงกว่า 11 ล้านคน ปัจจุบัน ท่าอากาศยานเชียงใหม่ให้บริการรวม 28 สายการบิน 33 เส้นทางบิน ครอบคลุมเมืองสำคัญในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะตลาดจีนและเกาหลีใต้ ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันมากกว่าร้อยละ 50 ของผู้โดยสารระหว่างประเทศทั้งหมด

ในปี 2568 ปริมาณเที่ยวบินและผู้โดยสารเติบโตอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปี 2567 โดยมีเที่ยวบินจำนวน 64,123 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 มีผู้โดยสารกว่า 9.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 และมีปริมาณการขนส่งสินค้า 5,414 ตัน ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า ทั้งนี้การขนส่งสินค้าภายในประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40 สะท้อนถึงการฟื้นตัวของภาคการบิน และส่งผลเชื่อมโยงโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยว ธุรกิจบริการ การจ้างงาน และห่วงโซ่อุปทานทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ
นอกจากนี้ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ยังประสบความสำเร็จในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยการบินในระดับสากล โดยได้รับการตรวจสอบภายใต้โครงการตรวจสอบการรักษาความปลอดภัยการบินสากลแบบติดตามต่อเนื่อง (Universal Security Audit Programme – Continuous Monitoring Approach : USAP-CMA) ของ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ซึ่งผลการตรวจสอบเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด แสดงถึงพัฒนาการด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยการบินของประเทศไทยที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ได้มีการพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและการให้บริการอย่างต่อเนื่อง อาทิ การปรับปรุงระบบฝ้าเพดานอาคารผู้โดยสาร การติดตั้งฉากกั้นบริเวณเฉลียงทางเดิน (Corridor) เพื่อกำหนดทิศทางการสัญจรของผู้โดยสาร ลดการปะปนระหว่างผู้โดยสารขาเข้าและขาออก รวมถึงการนำระบบอัตโนมัติมาให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ

ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2569 มีโครงการก่อสร้างเพื่อบรรเทาความแออัด เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และเตรียมความพร้อมรองรับโครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 ได้แก่ โครงการก่อสร้างอาคารสถานีดับเพลิงและกู้ภัยหลังใหม่ อาคารคลังสินค้า อาคาร Control Post 2 และลานจอดอุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้นดิน (Ground Support Equipment : GSE) ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมพื้นที่ก่อสร้าง คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายใน มีนาคม 2571
นอกจากนี้ ยังมีโครงการรื้อถอนและติดตั้งสะพานเทียบเครื่องบินใหม่ (Passenger Boarding Bridge : PBB) จำนวน 6 ชุด ระหว่างเดือนมีนาคม – กันยายน 2569 เพื่อทดแทนอุปกรณ์เดิมและเพิ่มความพร้อมในการรองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น โดยจะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสายการบินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้โดยสารน้อยที่สุด ทั้งนี้ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ขออภัยในความไม่สะดวกที่อาจเกิดขึ้นในช่วงดำเนินการ

สำหรับโครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 ซึ่งมีเป้าหมายขยายขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารจาก 8 ล้านคนต่อปี เป็น 16.5 ล้านคนต่อปี ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทบทวนแบบและจัดทำรายงานการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบที่สะท้อนอัตลักษณ์ล้านนา การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การยกระดับคุณภาพการให้บริการ และการเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนโดยรอบ ทั้งนี้หากกระบวนการทั้งหมดแล้วเสร็จ จะต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติงบประมาณก่อสร้าง และคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการ 6-7 ปี อย่างไรก็ตามในระหว่างที่ยังไม่ได้เริ่มโครงการตามแผนพัฒนา จะมีการปรับปรุงกายภาพภายในอาคารผู้โดยสารเดิมเพื่อบรรเทาความแออัด และให้ผู้โดยสารผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกมากที่สุดภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่

ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวในตอนท้ายว่า การครบรอบ 38 ปีในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการทบทวนบทบาทภารกิจที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อยกระดับการดำเนินงานในอนาคต เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวของภาคเหนือให้มั่นคงยั่งยืนต่อไป

 

งานเปิดตัว การเริ่มโครงการ “VAANAA Longevity Chiang Mai” มิติใหม่แห่งศูนย์สุขภาพระดับ ไฮเอนต์ ที่ใหญ่ ที่สุดในอาเซียน

VAANAA Longevity Chiang Mai (วาณา ลองชี วิตี้เชียงใหม่) ศูนย์สุขภาพระดับไฮเอนด์ ที่มุ่งเน้น การดูแลสุขภาพเชิงลึกและการชะลอวัย ด้วย คโนโลยีการแพทย์ล้ำสมัย ภายใต้ บริษัท ลองจีวิตี้ เชียงใหม่ จำกัด (Vaanaa Longevity Chiang Mai Co., Ltd.) สร้าง วาณา ปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการสุขภาพเมืองไทย ด้วยการจัดงานเปิดตัวการเริ่มโครงการสุดเอ็กซ์ คลูซีฟกับโปรเจกต์ “VAANAA Longevity Chiang Mai” (วานา ลองชีวิตี้เชียงใหม่) ศูนย์ ดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ยืนยาว ที่ใหญ่ ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชวนเห็ ล่าเซเลบริตี้และกูรูด้านสุขภาพและความงามแถว หน้าของเมืองไทย ร่วมสัมผัสมิติใหม่แห่งการมี ชีวิตยืนยาวอย่างทรงคุณค่า

“VAANAA Longevity Chiang Mai” จุดบรรจบ ระหว่าง “บุคคลระดับตำนาน” ผู้สั่งสม ประสบการณ์ชีวิตและคุณค่ามายาวนาน เข้ากับ “วิสัยทัศน์และมาตรฐาน” ของ MEDEZE ผสาน (เมดีช) บริษัทมหาชนผู้เชี่ยวชาญและผู้นำด้าน Longevity & Advanced Healthcare โดยได้ต่อยุ อดความสำเร็จอย่างล้นหลามจาก วาณานางลิ้นจี่ (กรุงเทพฯ) วาณาบางแสน และ และวาณาภูเก็ต สู่ก้าว ที่ยิ่งใหญ่ ด้วยการปักหมุดแลนด์มาร์กแห่งใหม่ บนพื้นที่กว่า 22 ไร่ ณ “เมืองแกน” อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ที่ได้รับการขนานนามว่า เป็นจุดศูนย์กลางของมงคลแดนทั้ง 8 ทิศ โอบ ล้อมด้วยทัศนียภาพอันงดงามของขุนเขาและ แหล่งน้ำขนาดใหญ่ของเขื่อนแม่งัด ภายใต้คอน เซปต์ “สถานที่คือพลัง” อุดมด้วยความสมบูรณ์ ของธุรรมชาติ ที่พร้อมชาร์จพลังงานบริสุทธิ์ เพื่อ การฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจอย่างแท้จริง

ศูนย์กลางการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ที่ใหญ่ ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ เตรียมความพร้อมในการให้บริการด้าน Medical Longevity ที่มุ่งเน้นการดูแลและฟื้นฟูลึกถึงระดับ เซลล์ด้วยมาตรฐานระดับมืออาชีพจาก MEDEZE โดดเด่นด้วยบริการวิเคราะห์ คัดแยกเพาะเลี้ยง และจัดเก็บสเต็มเซลล์ (Stem Cell Banking) บริการตรวจคัดกรองเซลล์ภูมิคุ้มกัน (NK Cells) รวมถึงโปรแกรมตรวจสุขภาพเฉพาะบุคคล และ การดูแลสุขภาพแบบองค์ รวมที่สอดคล้องกับไลฟ์ สไตล์ของคนยุคใหม่ นอกจากนี้ ยังมอบ ประสบการณ์การพักผ่อนด้วยบริการระดับลักชูรี ท่ามกลางธรรมชาติที่โอบล้อมอย่างลงตัว

คุณวรรณี ลิทองกุล ประธานบริษัทผู้ก่อตั้งบริษัท วาณา ลองจีวิตี้ เชียงใหม่ จำกัด กล่าวว่า “VAANAA Longevity Chiang Mai ไม่ใช่เพียง การเปิดศูนย์ดูแลสุขภาพแห่งใหม่ แต่คือการ สร้างหมุดหมายแห่งวิถีชีวิตที่เหนือระดับ เราเชื่อ มั่นว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการมีอายุยืนยาว คือ การเพิ่มคุณภาพและคุณค่าให้กับทุกช่วงเวลาของ ชีวิต พร้อมส่งมอบสุขภาพที่ยั่งยืนให้กับผู้มา เยือน ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของ ชุมชน แท้จริง” โดยรอบให้เติบโตไปพร้อมกันอย่าง

บรรยากาศภายในงานเปิดตัวการเริ่มโครงการ ที่ จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เต็มไปด้วยความอบอุ่นและ เป็นกันเอง โดยได้รับเกียรติจากแขกคนสำคัญ ระดับแนวหน้า อาทิ คุณแอน ทองประสม, คุณต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร, คุณปอย ตรีชฎา หงษ์หยก, คุณ มาร์ค-ธาวิน พี เซียวตง, ตลอดจนผู้มีชื่อเสียงใน แวดวงไลฟ์สไตล์ที่มาร่วมพูดคุยแชร์ประสบการณ์ ทัศนคติ และเคล็ดลับการดูแลสุขภาพเชิงลึกเพื่อ เป็นแรงบันดาลใจในการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ ยั่งยืนจากภายในสู่ภายนอก

 

ARDA ลุยภาคเหนือ โชว์ 4 นวัตกรรมจาก “APP TECH” ผลิกชีวิตเกษตรกร

เมื่อวันที่ 20-21 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA จัดกิจกรรม “App Tech Connect เทคโนโลยีที่เหมาะสม เชื่อมอนาคตเกษตรกรไทย” นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ : เชียงใหม่ ลำปาง พะเยา เชียงราย เปิดโลกนวัตกรรมสู่การใช้งานในสนามจริง ชี้ให้เห็นพลังงานวิจัยที่พร้อมเปลี่ยนชีวิตเกษตรกร ตั้งแต่กระบวนการผลิต คุณภาพผลผลิต ตลาดสร้างรายได้ ไปจนถึงความยั่งยืนของชุมชน

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันกษตรกรไทยต้องเจอกับปัญหากดดันรอบด้านทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ราคาผลผลิตและภูมิอากาศผันผวน มาตรการกีดกันทางการค้า ตลอดจนโครงสร้างประชากรที่ก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ปัญหาเหล่านี้หากไม่เร่งปรับตัวจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทย

ทั้งระบบ จากความท้าทายดังกล่าว ARDA จึงเดินหน้าผลักดัน “เทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology)” ภายใต้นโยบายของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ที่ตั้งเป้าหมายชัดว่า ต้องทำให้เกษตรกร 20,000 ครัวเรือน มีรายได้เพิ่มขึ้น 20% ภายใน 2 ปี ผ่านเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ของเกษตรกรไทยให้เกิดผลจริงในพื้นที่โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่มีต้นทุนจำกัด ปัจจุบัน ARDA ได้อนุมัติทุนวิจัยภายใต้แผนงานมุ่งเป้า APP TECH แล้ว 36โครงการ ครอบคลุมเทคโนโลยีทั้งพืชไร่ พืชสวน และปศุสัตว์ ร่วมกับพันธมิตร 24 หน่วยงาน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 61 จังหวัดทั่วประเทศ ขณะนี้มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมแล้วกว่า 17,596 ครัวเรือน สะท้อนให้เห็นว่าเกษตรกรมีความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยีที่ใช้ได้จริง สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ARDA นำชม 4 ผลงานเด่นที่ ดังนี้

ครั้งแรกของไทย! เทคโนโลยีผสมเทียมขั้นสูง ไทยแบล็คกรมปศุสัตว์” เขย่าอุตสาหกรรมเนื้อ ลดนำเข้า 2 ล้านตัน/ปี ดันรายได้เกษตรกรพุ่งตัวละ 40,000 บาท

อุตสาหกรรมโคเนื้อไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ ผลผลิตลดลงจากโรคล้มปีสกิน ต้นทุนอาหารสัตว์พุ่งสูง ขณะที่ความต้องการเนื้อพรีเมียมในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่กำลังผลิตยังไม่พอจนต้องนำเข้ามากกว่า 2 ล้านตันต่อปี กระทบทั้งความมั่นคงอาหารและขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ARDA สนับหนุนงานวิจัยให้ กรมปศุสัตว์พัฒนา “โคไทยแบล็คกรมปศุสัตว์” โคเนื้อพรีเมียมที่ผสมระหว่างวากิว แองกัส และโคพื้นเมืองไทย จนได้โคที่ทนร้อน เนื้อนุ่ม และให้เกรดเนื้อสูงกว่าเกณฑ์ทั่วไปอย่างชัดเจน พร้อมช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกรถึง 30,000-40,000 บาทต่อตัว

จุดเปลี่ยนสำคัญของโครงการฯ คือการพัฒนาชุดเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงตั้งแต่กระบวนการ “เก็บไข่ – ปฏิสนธิ – ย้ายฝากตัวอ่อน” ทำให้สามารถขยายพันธุ์โคคุณภาพสูงได้เร็วกว่าเดิมหลายเท่า โดยเก็บไข่จากแม่พันธุ์ปฏิสนธิในห้องแล็บ และย้ายฝากไปยังแม่โคอุ้มบุญในฟาร์มทั่วประเทศ และเมื่อผสานกับเทคนิคอาหารสัตว์แบบแม่นยำ ทำให้เกษตรกรขุนโคได้เร็วขึ้น ลดเวลาอย่างน้อย 2 เดือน

โดยปัจจุบันโครงการฯ สามารถสร้างแม่โคตั้งท้องแล้วกว่า 541 ตัว ฝากย้ายตัวอ่อนแล้ว 170 ตัว เกษตรกรกว่า 540 รายได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการพัฒนาทักษะอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ฟาร์มจำนวน 108 แห่ง ในกว่า 17 จังหวัด และเริ่มผลิตเนื้อพรีเมียมออกสู่ตลาดได้จริง

ARDA เปิดตัวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์ใหม่ “UP 242 – UP 227″ สร้างทางเลือก เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรพื้นที่ภาคเหนือตอนบน

ARDA สนับสนุนทุนวิจัยแก่มหาวิทยาลัยพะเยาพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสม “UP227 และ UP242 ” ชูจุดเด่นให้ผลผลิตเมล็ดเพิ่มมากกว่า 20% จาก 1,200 กก./ไร่ เป็น 1,500 กก./ไร่ สร้างรายได้เกษตรกรสูงขึ้น 20-30% ต้านทานโรคและแมลงได้ดี เหมาะกับพื้นที่หลังนาในภาคเหนือโดยเฉพาะ ปัจจุบันโครงการฯ สามารถรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา ในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ พะเยา เชียงราย แพร่ ลำปาง น่าน และเชียงใหม่ ซึ่งผลจากการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ทำให้ “เกษตรกรผลิตพันธุ์เองได้” สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมได้มากถึง 25,000-36,000 กก. ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นโดยได้ผลผลิต 550 กก.ต่อไร่ จากเดิมได้เพียง 450 กก.ต่อไร่ ซึ่งช่วยรองรับอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ SMEsเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ทำให้ “เกษตรกรผลิตพันธุ์เองได้” และผ่านการขึ้นทะเบียนพันธุ์ลูกผสมดีเด่นเรียบร้อยแล้ว

ARDA ปั้นภาคเหนือเป็นแหล่ง “ข้าวพรีเมียมไทย” ดันสาลี-จาปอนิกาทะยาน เพิ่มรายได้เกษตรกรพุ่งเป็นเท่าตัว!

ARDA เดินหน้าพัฒนาพืชหลังนาและพืชพรีเมียมมูลค่าสูงในภาคเหนืออย่างเป็นระบบ แก้โจทย์รายได้ ไม่ต่อเนื่องของเกษตรกรในพื้นที่น้ำน้อย ตั้งเป้าลดการพึ่งพาการนำเข้าข้าวระดับพรีเมียมของประเทศ โดยผลักดันสองโครงการสำคัญ คือ “ข้าวสาลี” และ “ข้าวจาปอนิกา” ซึ่งต่างเป็นพืชที่ตอบโจทย์ทั้งตลาดและศักยภาพพื้นที่จริง ข้าวสาลี ดำเนินโครงการ โดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ช่วยพลิกพื้นที่หลังนาให้มีรายได้เพิ่ม 3 เดือนช่วงฤดูหนาว ด้วยคุณสมบัติใช้น้ำน้อย และเหมาะกับพื้นที่สูง ยกระดับผลผลิตจากต่ำกว่า 250 เป็น 350-400 กก./ไร่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% พร้อมสร้างต้นแบบเกษตรกรและผู้ประกอบการแปรรูปในการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่มูลค่าสูง เช่น คราฟต์เบียร์ อาหารสุขภาพ และหลอดข้าวสาลี ในขณะเดียวกัน ข้าวจาปอนิกา ดำเนินโครงการโดย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายเป็นสินค้าทางเลือกเพื่อตลาดเฉพาะที่ไทย ต้องนำเข้า 2,100 ตันต่อปี มูลค่า 50 ล้านบาท

ปัจจุบันเกษตรกรได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดและการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ลดต้นทุนลง 14% ผลผลิตเพิ่มเป็นเฉลี่ย 945 กก./ไร่ (เดิมเกษตรกรผลิตได้น้อยกว่า 800 กก./ไร่) ทำให้เกษตรกร 105 รายมีกำไรเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% หรือกว่า 6,567 บาท/ไร่ พร้อมยกระดับมาตรฐาน GAP ให้เกษตรกร และพัฒนาโรงสีสู่มาตรฐาน GHP/HACCP เพื่อรองรับการผลิตเชิงพาณิชย์ ทั้งสองโครงการกำลังปั้นห่วงโซ่มูลค่าข้าวภาคเหนือใหม่อย่างครบวงจร เพิ่มรายได้ ลดนำเข้า และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งและยั่งยืน

ผลงานวิจัยที่นำเสนอในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการโชว์ผลงานวิจัย แต่คือการโชว์จุดเริ่มต้นของการยกระดับเกษตรไทย ทั้งระบบ ให้หลุดพ้นจากวงจรต้นทุนสูง-รายได้ต่ำ สู่ยุคใหม่ที่ “เทคโนโลยีทำงานแทนต้นทุน และงานวิจัยสร้างรายได้จริง” และ ARDA พร้อมเป็นตัวกลางเชื่อมโยงทุกความสำเร็จของงานวิจัยไปขยายผลจากต้นแบบในภาคเหนือไปสู่เกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อให้ ทุกครัวเรือนมีอนาคตที่มั่นคง แข่งขันได้ และยืนอยู่ได้อย่างภาคภูมิในเศรษฐกิจใหม่ของโลกได้อย่างมั่นใจ

 

Virgin ชม.เอาใจคนรักสุขภาพจัดกิจกรรม “The Wellness Edition by Virgin Active”

Virgin Active เชียงใหม่ จัดงาน “The Wellness Edition by Virgin Active” การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ขนทัพคลาสออกกำลังกายสุดมันส์และกิจกรรม Wellness ครบวงจร ณ เซ็นทรัล เชียงใหม่

เชียงใหม่ (21 กุมภาพันธ์ 2569) – Virgin Active (เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ) ผู้นำคลับสุขภาพระดับโลก สร้างปรากฏการณ์ความฟิตใจกลางเมืองเชียงใหม่ จัดงาน “The Wellness Edition by Virgin Active” ณ ลานกิจกรรมหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ (เซ็นทรัลเฟสติวัล) เปิดลงทะเบียนให้ชาวเชียงใหม่และคนรักสุขภาพมาร่วมขยับร่างกาย ปลดปล่อยพลัง และสัมผัสประสบการณ์การออกกำลังกายรูปแบบใหม่ที่สนุกกว่าที่เคย

ภายในงานอัดแน่นไปด้วยไฮไลท์ที่ตอบโจทย์สายสตรองและสายเฮลตี้ ไม่ว่าจะเป็นบูธกิจกรรม XOXO Kettlebell เกม XO oversize แทนตัวหมากด้วย Kettlebell ขนาดใหญ่, บูธเกม Wheel of Wellness กิจกรรมวงล้อแห่งสุขภาพเพื่อลุ้นรับของรางวัลพิเศษ, บูธ Fast Flex Challenge ทดสอบสมรรถภาพทางกายด้วยความท้าทายที่สนุกสนานกับเกมคว้าแท่ง และคลาสออกกำลังกายยอดฮิตของคลับ ที่บูธ Reformer Pilates ที่ยกเครื่องเล่นจากคลับมาให้ได้ทดลองเล่นกันอย่างทั่วถึง สัมผัสศาสตร์แห่งการสร้างความแข็งแรงจากภายใน
นอกจากนี้ยังมีไฮไลท์พิเศษของคลับ นำทีมโดยเหล่า Instructor มืออาชีพที่พาทุกคนสนุกไปกับจังหวะของ Zumba®, Les Mills Dance™ และปิดท้ายความสะใจด้วย Body Combat™ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟร่วมกันใจกลางเมืองเชียงใหม่

คุณแปม และ คุณจูน ตัวแทนจาก Virgin Active กล่าวเปิดงานและแบ่งปันแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพ พร้อมมอบสิทธิพิเศษ Free 1-Day Gym Trial Voucher สำหรับผู้ที่ร่วมสนุกในโซนโปรโมชั่นบูธ เพื่อส่งต่อสุขภาพดีให้ชาวเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง

งานนี้ไม่เพียงแต่เป็นการออกกำลังกาย แต่เป็นการสร้างชุมชนคนรักสุขภาพ (Wellness Community) ที่เต็มไปด้วยพลังบวก เสียงเพลงจาก DJ และของที่ระลึกสุดปังที่มอบให้ผู้เข้าร่วมงานติดมือกลับบ้านไปด้วยความประทับใจ

เริ่มแล้ววันนี้กับงาน Raya Heritage Wedding & Event Showcase 2026

โรงแรมรายาเฮอริเทจจัดงาน Wedding & Event Showcase 2026 สุดพรีเมี่ยม สำหรับคู่บ่าวสาว และทุกท่านที่กําลังมองหาสถานที่จัดงานแต่งงานในบรรยากาศอบอุ่นสไตล์รายาเฮอริเทจ พร้อมรองรับการจัดเลี้ยง หรือการประชุม และเปิดให้ชมบรรยากาศการจัดงานแต่งในรูปแบบต่างๆ ทั้งแบบตะวันตก, พิธีไทย, การจัดโต๊ะอาหาร, เค้กแต่งงาน

ในงานมีคุณณภัทร นุตสติ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมรายาเฮอริเทจ กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนทุกท่าน พร้อมทั้งนำชมแฟชั่นโชวจากห้องเสื้อ TuTTi และยังมีซุ้มให้ความรู้จากเครื่องหอม GANDA Scent & Object และสาธิตการปั้นดอกไม้นํ้าตาลจาก Jaigaya Studio และร่วมถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนานกับ Photo Booth จาก NK Space

เชิญทุกท่านร่วมชมงาน ที่มาพร้อมโปรโมชั่นแพ็คเกจงานแต่ง และการจัดเลี้ยงราคาพิเศษที่มีเฉพาะภายงาน Raya Heritage Wedding & Event Showcase 2026 จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 21 และวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่เวลา 11:00-18:00 น. (เพียง 2 วันเท่านั้น)

รายละเอียดเพิ่มเติ่ม และลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ Information: https://www.rayaheritage.com/en/weddings.php

Registration: https://shorturl.at/UlGGA

Specialist: +66 (0) 95 145 1013 or narumol.r@prh.premier.co.th

นทท.เตรียมสัมผัส งาน “แอ่วกุมกามยามแลง ในดวงใจนิรันดร์ Love and Forever” กระทรวงวัฒนธรรม โดย กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ลานประตูท่าแพ โดยมีนายชินณวุฒิ วิลยาลัย ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ นางสาวปุณณภา สุขสาคร ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติ รัชมังคลาภิเษกเชียงใหม่ นางเกษราภรณ์ กุณรักษ์ หัวหน้าหอ จดหมายเหตุแห่งชาติ เชียงใหม่ และนายณัฐพงษ์ แมตสอง หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงาน “แอ่วกุมกามยามแลง ในดวงใจนิรันดร์ Love and Forever” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ –  1 มีนาคม 2569นี้

กระทรวงวัฒนธรรม ได้ดำเนินนโยบายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “วัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ” เพื่อเสริมสร้างสังคมเข้มแข็งและสร้างรายได้ผ่าน Soft Power โดยเน้น 4 เสาหลัก คือ ทุนทางวัฒนธรรม ระบบนิเวศ คน และสินค้าบริการทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและความภาคภูมิใจในความเป็นไทยยั่งยืน เน้นการ “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” ส่งเสริมพลังวัฒนธรรมให้เกิดเป็นรายได้จริง และเปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมใหม่ ๆ สร้างแลนด์มาร์กวัฒนธรรมไทยให้ทันสมัยเข้าถึงง่าย

กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ ในฐานะหน่วยงานภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม มีภารกิจที่เกี่ยวเนื่องกันในการดำเนินงานด้านมรดกวัฒนธรรมของชาติ  ได้ผลักดันนโยบายของกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็นรูปธรรม นำไปสู่กิจกรรมส่งเสริม การท่องเที่ยวแหล่งโบราณสถานและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติยามค่ำคืน  ตามยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ กระทรวงวัฒนธรรม จึงได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวแหล่งมรดกวัฒนธรรม คือ กิจกรรมเปิดแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถานในยามราตรี เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสความสวยงามของโบราณสถานในยามค่ำคืน ให้ได้เห็นภาพของโบราณสถานยามที่กระทบแสงไฟสาดส่อง ซึ่งเป็นภาพสวยงามที่สร้างความประทับใจให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว

2. จัดเป็นครั้งที่เท่าไหร่ วัน เวลา สถานที่จัดงาน (กราฟิคแอ่วกุมกามบอกกิจกรรม) กิจกรรมนี้จัดเป็นครั้งที่ 3 งานท่องเที่ยวโบราณสถานยามค่ำคืน ณ เวียงกุมกาม ภายใต้ชื่องาน “แอ่วกุมกามยามแลง ในดวงใจนิรันดร์ Love and Forever” ในวันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม 2569 เวลา 16.00 น. – 21.00 น.  ณ ลานกิจกรรม วัดอีก้าง – วัดหนานช้าง เวียงกุมกาม ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

3. เวียงกุมกามมีความสำคัญอย่างไร/เหตุใดถึงเลือกจัดงานที่เวียงกุมกามเวียงกุมกาม ได้รับการขนานนามว่านครโบราณใต้พิภพ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในอดีต เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนา ที่พญามังรายโปรดให้สร้างขึ้น กรมศิลปากรได้ทำการขุดแต่งบูรณะวัดร้าง (วิหารกานโถม ณ วัดช้างค้ำ)  และบริเวณโดยรอบเวียงกุมกามอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ พ.ศ. 2527 จนถึง พ.ศ. 2545 ปัจจุบันอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ ได้รับการพัฒนาให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ เนื่องจากมีความสมบูรณ์และเป็นแหล่งเรียนรู้การศึกษาด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม ตลอดจนวัฒนธรรมล้านนาในอดีต

เวียงกุมกามเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่รัฐบาลได้กำหนดนโยบายแผนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเล็งเห็นว่าจังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ศาสนสถาน และโบราณสถานต่าง ๆ รวมถึงคาเฟ่และสถานบันเทิงมากมายในจังหวัด เพื่อเป็นการสร้างงานใหม่และสร้างรายได้ให้แก่คนในจังหวัด

กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ ได้จัดทำแผนการบูรณะและแผนการฟื้นฟูเวียงกุมกาม รวมถึงมีแนวทางการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาพื้นที่ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้เวียงกุมกามเป็นทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางความรู้ และทุนทางเศรษฐกิจที่ทรงคุณค่าของเมืองอย่างยั่งยืนต่อไป

4. กิจกรรมภายในงาน  มีอะไรบ้าง ช่วงเวลาจัดกิจกรรมในปีนี้อยู่ในห้วงบรรยากาศของการไว้อาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเดือนแห่งความรัก สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ จึงกำหนดธีมงานให้มีบรรยากาศแห่งความรักที่มีต่อแม่ของแผ่นดินภายในงานมีกิจกรรม ดังนี้

– เยี่ยมชมโบราณสถานสำคัญ อดีตเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนาสมัยพญา

มังราย อายุเก่าแก่กว่า 700 ปี ในบรรยากาศยามค่ำคืนที่ประดับตกแต่งด้วยไฟและผางประทีป

– ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม ได้แก่ ละครเสภาขุนช้าง ขุนแผน ตอนพระไวยแตกทัพ การแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุด อานุภาพรามราชจักรี และชุด กษิรชลมณโฑ จากสำนักการสังคีต กรมศิลปากร

– เยี่ยมชม “กาดกุมกาม@Love” อาหารและสินค้าหัตถกรรมพื้นเมือง

– เยี่ยมชมนิทรรศการชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ และนิทรรศการ “เวียงกุมกาม”

– เยี่ยมชมบูธกิจกรรมสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่นต่าง ๆ เช่น สาธิตการทำดอกกุหลาบควีนสิริกิติ์ ดอกแคทรียาควีนสิริกิติ์ การทำตาแหลว การเพ้นท์ร่ม

– เยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม มากกว่า 120 ร้านค้า

5. กิจกรรมเด่นของงาน คือ กิจกรรมอะไร  การแสดงศิลปวัฒนธรรม ได้แก่ ละครเสภาขุนช้าง ขุนแผน ตอนพระไวยแตกทัพ การแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุด อานุภาพรามราชจักรี และชุด กษิรชลมณโฑ จากสำนักการสังคีต กรมศิลปากร

6. การแสดงศิลปวัฒนธรรม ทั้ง 3 วันนี้ ทำไมถึงเลือกตอนนี้ จัดแสดงวันไหน จำนวนนักแสดงประมาณกี่คน มีค่าเข้าชมหรือไม่อย่างไร การแสดงละครเสภาขุนช้าง ขุนแผน ตอนพระไวยแตกทัพ การแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุด อานุภาพรามราชจักรี และชุด กษิรชลมณโฑ จากสำนักการสังคีต  กรมศิลปากร ทั้ง 3 การแสดงนี้ มีเนื้อหาและเนื้อเรื่องเกี่ยวกับแม่ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และถวายเป็นการอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีการออกแบบ แสง สี เสียงประกอบการแสดงด้วยเทคนิคพิเศษให้เข้ากับฉากหลังที่เป็นโบราณสถานเวียงกุมกาม สำนักการสังคีต ได้จัดให้มีการแสดงไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย ดุจเดียวกับ “ยกโรงละครแห่งชาติออกไปหาประชาชน” เพื่อเผยแพร่การแสดงโขนซึ่งเป็นนาฏกรรมชั้นสูงของไทยให้ออกสู่สายตาประชาชน โดยการแสดงครั้งนี้ มีนักแสดง นักดนตรี และผู้ปฏิบัติงานมากกว่า 200 คน

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นการแสดงละครเสภาขุนช้าง ขุนแผน ตอนพระไวยแตกทัพ วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุด อานุภาพรามราชจักรี และวันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม 2569 การแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุด กษิรชลมณโฑ

7. ชุมชนได้มีส่วนร่วม หรือได้อะไรจากการจัดงานครั้งนี้ อย่างไรบ้าง จากนโยบายดังกล่าวได้บูรณาการการดำเนินโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว เชิงวัฒนธรรมกับกระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง ประสานกับจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายทางวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ อีกทั้งนำองค์ความรู้ด้านมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมาสร้างผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม และสนับสนุนให้ประชาชนในชุมชนผลิตและมีร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมโดยชาวบ้านในชุมชน ซึ่งในงานจะพบกับการสาธิตทำตาแหลว เพ้นท์ร่ม สวยดอกไม้ ตุงไส้หมู การจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง การจำหน่ายอาหารพื้นถิ่น  โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจวัฒนธรรมผลิตภัณฑ์และสินค้าที่ชุมชนผลิตขึ้นเอง

8. ประชาสัมพันธ์การเดินทาง ที่จอดรถ (จอดบริเวณไหน/ความปลอดภัย) มีห้องน้ำบริการหรือไม่ จุดใด ผู้ร่วมงานสามารถจอดรถได้ 6 จุดเช่นเดียวกับปีที่แล้ว ได้แก่ (1) ศูนย์ข้อมูลเวียงกุมกาม (2) เทศบาลท่าวังตาล (3) ฌาปนสถานบ้านเจดีย์เหลี่ยม (4) วัดช้างค้ำ (กานโถม) (5) วัดธาตุขาว และ (6) วัดเจดีย์เหลี่ยม

ในปีนี้มีจุดจอดรถเพิ่มเติม คือ โกลบอลเฮ้าส์ สาขาเวียงกุมกาม ซึ่งเป็นการสนับสนุนจากภาคเอกชนในพื้นที่ และได้รับความอนุเคราะห์จากสถานีตำรวจภูธรสารภีและหน่วยงานในพื้นที่ อำนวยการสะดวกด้านการจราจร

ทุกจุดจอดรถมีบริการรถรางรับส่งฟรีและมีรถแดง รับ-ส่งฟรี ไว้บริการในเส้นทางโดยเริ่มต้นที่ลานจอดรถโกลบอลเฮ้าส์ สาขาเวียงกุมกาม

บริเวณพื้นที่จัดงาน คือ ลานกิจกรรม วัดอีก้าง – วัดหนานช้าง มีห้องน้ำบริการสำหรับประชาชนและห้องน้ำสำหรับคนพิการ

9. เชิญชวนนักท่องเที่ยวมาเที่ยวงาน “แอ่วกุมกามยามแลง ในดวงใจนิรันดร์ Love and Forever”/การแต่งกาย ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมงาน “แอ่วกุมกามยามแลง ในดวงใจนิรันดร์ Love and Forever” สามารถเข้าร่วมงานได้ในวันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 16.00 น. – 21.00 น. ณ ลานกิจกรรม วัดอีก้าง – วัดหนานช้าง

เวียงกุมกาม ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ และขอเชิญชวนผู้เข้าร่วมงานแต่งกายชุดพื้นเมือง ชุดผ้าไทย หรือชุดผ้าถิ่น สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ โทร 053 222 262

อาหารเหนือสู่เวทีโลก ดัน Lanna Future Food ปั้นเกษตรพรีเมียม–เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจภาคเหนือ

🚀 เปิดอนาคตอาหารเหนือ สู่ตลาดพรีเมี่ยมและเวทีสากล
ร่วมผลักดันผู้ประกอบการและเกษตรกรสู่ Future Food ด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต
เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า สร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคเหนืออย่างยั่งยืน

📍 มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับอาหารไทยสู่อนาคตไปด้วยกัน

ภายใต้โครงการเพิ่มขีดในการแข่งขันการเกษตรระดับภูมิภาค
กิจกรรมหลัก ยกระดับการแปรรูปสินค้าเกษตรสู่สินค้าเกษตรพรีเมียมกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2
กิจกรรมย่อย พัฒนาอุตสาหกรรมและธุรกิจอาหารแห่งอนาคต (Lanna Future Food)
งบประมาณกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (พะเยา เชียงราย แพร่ และน่าน)
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

#LannaFutureFood #FutureFood #อาหารแห่งอนาคต #เกษตรพรีเมี่ยม #อาหารนวัตกรรม #OrganicFood #FunctionalFood #MedicalFood #NovelFood #อุตสาหรกรรม #กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน2