จากภาวะเศรษฐกิจผันผวน ธุรกิจ SMEs ที่เผชิญมรสุมรอบด้าน บสย. ตอกย้ำการเป็นเครื่องมือหลักกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ตอกย้ำแนวคิด “บสย. คือโอกาสทุกช่วงชีวิตของ SMEs” เดินหน้าสร้างโอกาสให้ SMEs มุ่งปลดล็อก SMEs เข้าถึงสินเชื่อ ภายใต้เป้าหมาย ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs (Financial Inclusion) ควบคู่กับการยกระดับองค์กรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมทางการเงิน เพิ่มโอกาสให้ SMEs ในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของ บสย. ในการเป็น SMEs’ Gateway
ยอดค้ำประกันสินเชื่อครึ่งปีแรกโต 129%
ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ผลดำเนินงาน 6 เดือนแรกปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) มียอดค้ำประกันสินเชื่อ 44,570 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 129% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ช่วยพยุงสินเชื่อ SMEs ที่หดตัวต่อเนื่องมากว่า 3 ปี โดยก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน 50,167 ล้านบาท ช่วย SMEs ได้รับสินเชื่อ 50,029 ราย สามารถรักษาการจ้างงาน 342,720 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 219,730 ล้านบาท ที่สำคัญช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากที่เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนประเทศ โดยประเภทธุรกิจค้ำประกันสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ 1. ภาคบริการ 35.5% 2. อาหารและเครื่องดื่ม 9.4% และ 3. การผลิตสินค้าและการค้าอื่นๆ 8.8% ซึ่งทั้ง 3 ประเภทครองสัดส่วนค้ำประกันถึง 54% สะท้อนถึงอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ
สำหรับมาตรการ “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” ค้ำประกันสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะเชิงพาณิชย์ ครอบคลุมทั้งรถใหม่ และมือสอง ซึ่งจะสิ้นสุดระยะเวลารับคำขอค้ำประกันภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2569 ในช่วงครึ่งปีแรกมียอดค้ำประกัน 1,105 ล้านบาท ถือว่าอยู่ในภาวะทรงตัว จากสภาพตลาดรถกระบะเชิงพาณิชย์ที่ยังชะลอตัว โดยเป็นผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจที่ผันผวน ซึ่งทำให้สถาบันการเงินยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ
ความสำเร็จมาตรการค้ำประกัน Quick Big Win
สำหรับโครงการรัฐ ซึ่งขับเคลื่อนผ่านมาตรการ “ค้ำประกันสินเชื่อ Quick Big Win” วงเงิน 50,000 ล้านบาท ได้รับการตอบรับที่ดีจาก SMEs ตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อเดือนธันวาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569 มียอดค้ำประกันสินเชื่อ 44,800 ล้านบาท ช่วย SMEs ได้รับสินเชื่อ 52,116 ราย โดยความสำเร็จที่เกิดขึ้น มาจากจุดเด่น ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก อัตราค่าธรรมเนียมเริ่มต้นที่ 1% และการนำเครื่องมือ Risk-based Pricing (RBP) มาใช้พิจารณาค้ำประกันสินเชื่อ และการเพิ่มอัตราชดเชย NPL สูงขึ้น (Max Claim) ทำให้สถาบันการเงินเชื่อมั่นในการปล่อยสินเชื่อให้ SMEs มากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ จากการออกแบบมาตรการ โดยแบ่งเป็น 3 โครงการย่อย ได้แก่ โครงการ Smart Win เจาะกลุ่ม Micro SMEs, โครงการ Go Big เจาะกลุ่ม SMEs ทั่วไป และโครงการ Quick LG เจาะกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง หรือจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐ ทำให้สามารถกระจายการค้ำประกันสินเชื่อครอบคลุม 5 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ประกอบด้วย การบริการ, อาหารและเครื่องดื่ม, การผลิตสินค้าและการค้าอื่นๆ, เกษตรกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการจ้างงาน โดยเฉพาะภาคบริการที่มีสัดส่วนการค้ำประกันถึง 37% สะท้อนความต้องการสินเชื่อของธุรกิจบริการ ตอบรับการเสริมสภาพคล่องให้กับ SMEs พ่อค้า แม่ค้า ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนในช่วงโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา
เปิดตัวโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “เครดิตพลัส” 2 หมื่นล้าน
ในส่วนของโครงการ บสย. ดำเนินการเอง เพื่อให้ความช่วยเหลือ SMEs เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เปิดตัวโครงการค้ำประกันสินเชื่อเครดิตพลัส (Credit Plus) วงเงิน 20,000 ล้านบาท มุ่งเติมทุน สร้างโอกาส ปลดล็อก SMEs ไทย โดยร่วมมือกับสถาบันการเงินทุกแห่ง ภายใต้ 4 จุดเด่น ดังนี้
• ค้ำประกันต่อราย เริ่มต้น 1 หมื่นบาท สูงสุด 100 ล้านบาท
• ตอบโจทย์ SMEs ทุกกลุ่ม
• ค่าธรรมเนียมต่ำ เริ่มต้นเพียง 1.25% ต่อปี
• ค้ำประกันสูงสุด 10 ปี
โครงการนี้ บสย. มีการใช้เครื่องมือ “เครดิตสกอริ่ง” หรือ TCG Score ในการบริหารความเสี่ยง โดยเชื่อว่าจะเป็นอีกโครงการที่เข้ามาเสริมสภาพคล่องให้ SMEs ด้วยวงเงินค้ำประกันต่อรายที่สูงถึง 100 ล้านบาท จะสามารถช่วย SMEs ได้ครอบคลุมทุกกลุ่มตั้งแต่กลุ่มรายย่อย (Micro SMEs) จนถึงรายใหญ่ที่ต้องการต่อยอดธุรกิจ ทั้งนี้ จากวงเงินค้ำประกัน 20,000 ล้านบาท คาดว่าจะก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน 26,900 ล้านบาท ช่วย SMEs ได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้น 9,075 ราย สามารถรักษาการจ้างงาน 194,000 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการค้ำประกันได้มากกว่า 98,600 ล้านบาท
“บสย. พร้อมช่วย” ลุย “ปลดหนี้” SMEs
ตลอดปีนี้ บสย. ยังคงเดินหน้าให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม แก้หนี้ ปลดหนี้อย่างยั่งยืน ตอบโจทย์นโยบายภาครัฐ ผ่านมาตรการ “บสย. พร้อมช่วย” ช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ สามารถช่วยลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลม ปรับโครงสร้างหนี้รวม 3,037 ราย คิดเป็นมูลหนี้รวมกว่า 1,578 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นลูกหนี้ “ปลดหนี้” ปิดบัญชี 716 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 180 ล้านบาท หากนับรวมตั้งแต่ออกมาตรการในปี 2563 – 30 มิถุนายน 2569 สามารถช่วยลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม ปรับโครงสร้างหนี้รวม 27,361 ราย คิดเป็นมูลหนี้สะสม 17,711 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีหลัง บสย. เตรียมจัดกิจกรรมเชิงรุก “บสย. พร้อมค้ำ พร้อมช่วย” ปี 2 เพื่อนำความช่วยเหลือไปถึง SMEs ลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลมในพื้นที่ต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังให้ความช่วยเหลือพิเศษ สำหรับลูกหนี้ที่ต้องการปลดหนี้ ปิดบัญชี ลดต้นสูงสุด 50% สำหรับลูกหนี้ “กลุ่มเปราะบาง” หนี้คงเหลือไม่เกิน 2 แสนบาท และลดต้นสูงสุด 40% สำหรับลูกหนี้ SMEs หนี้คงเหลือมากกว่า 2 แสนบาท
ขับเคลื่อนเครื่องยนต์ดิจิทัล “บสย. พร้อมพลัส+”
ดร.สิทธิกร กล่าวต่อว่า ในการรับตำแหน่งวาระ 2 มีเป้าหมายหลัก คือการยกระดับองค์กร ไปพร้อมกับการปรับตำแหน่งทางการตลาดใหม่ (TCG Repositioning) จากผู้อยู่ “หลังแบงก์” สู่ “ผู้สร้างโอกาส” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินเชื่อ และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับ SMEs ไทย หนึ่งในแผนยกระดับคือ การใช้ Digital เป็นแรงขับเคลื่อนและยกระดับองค์กร ภายใต้มาตรการ “บสย. พร้อมพลัส+” (บสย. Prompt Plus) เพื่อเชื่อมเข้าสู่ระบบนิเวศดิจิทัลทางการเงิน และ Virtual Bank โดยทิศทางครึ่งปีหลังจะเน้นใน 4 เรื่องหลัก ได้แก่
• เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มกลางและสร้าง บสย. API Gateway ให้ผู้เล่นทางการเงินใหม่ๆ สามารถเชื่อมต่อบริการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ได้ในลักษณะไร้รอยต่อ (Seamless Service) คือการออกค้ำประกัน Prompt LG แบบ real-time สำหรับเอสเอ็มอีที่เข้ามาพบ บสย. โดยตรงในรูปแบบของ Direct Approach พร้อมเชื่อมต่อเข้ากับ API Gateway ไปยังผู้ให้บริการทางการเงิน
• ขับเคลื่อนโครงการ SMEs Credit Boost โดยใช้ความชำนาญ บสย. ตลอด 35 ปี รับบริหารมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ที่คาดว่าจะก่อให้เกิดสินเชื่อมากกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นสินเชื่อ SMEs ที่หดตัว โดยในเดือนมิถุนายน 2569 พบว่า ธนาคารพาณิชย์มีการอนุมัติสินเชื่อผ่านโครงการ Credit Boost เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คิดเป็นยอดอนุมัติ 33,086 ล้านบาท เพิ่มจากเดือนพฤษภาคม 2569 ถึง 29,949 ล้านบาท จากการปรับเงื่อนไขโครงการ เพื่อรองรับวิกฤตจากสงครามในตะวันออกกลาง
• ยกระดับช่องทางการสื่อสาร Line OA ตลอดปีนี้ บสย. จะยกระดับช่องทาง LINE OA: @tcgfirst เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเงินให้กับ SMEs สามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ของ บสย. ได้ง่ายขึ้น โดยในช่วงครึ่งปีหลัง เตรียมเปิดตัวบริการต่างๆ อาทิ “My Request” เพิ่มความสะดวกให้ลูกหนี้ สามารถสมัครร่วมมาตรการ “บสย. พร้อมช่วย” เลือกโปรแกรมที่เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ด้วยตัวเอง, My Receipt ให้บริการสำหรับลูกค้า สามารถดูใบเสร็จผ่านช่องทางออนไลน์ได้ทันที และ My Bill เพิ่มเติมใบแจ้งหนี้พร้อม QR ให้ลูกหนี้สามารถชำระเงินผ่านช่องทางออนไลน์ได้ทันที เป็นต้น
• ลุยค้ำประกันรายใบ Individual Guarantee รูปแบบค้ำประกันสินเชื่อที่ บสย. เคยทำในอดีต แต่ขณะนั้นยังไม่มีเครื่องมือ “เครดิตสกอริ่ง” ในการประเมินความเสี่ยง เตรียมเปิดตัวเร็วๆ นี้ พร้อมบริหารความเสี่ยง Risk Participation ที่มีเครื่องมือวัดความเสี่ยงของ SMEs ควบคู่กับสถาบันการเงินที่เข้าไปค้ำประกันสินเชื่อ โดยมีเป้าหมายในการเป็นเครื่องมือเปลี่ยนผ่าน SMEs ที่เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศใน “Reinvent Thailand” พร้อมตอบโจทย์นโยบายรัฐ ก้าวสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
วันนี้ (18 ก.ค. 69) นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมคณะ ลงพื้นที่พบปะและเยี่ยมชมการดำเนินงานของหมู่บ้านไตลื้อลวงเหนือ ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามการขับเคลื่อนงานด้านการอนุรักษ์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบที่สามารถนำอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาสร้างคุณค่าและพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวัฒนธรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมี นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นางสลีลญา คำภาแก้ว นายอำเภอดอยสะเก็ด หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม ในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับ
สำหรับชุมชนไตลื้อลวงเหนือ เป็นชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” จังหวัดเชียงใหม่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 และเป็นชุมชนที่ได้นำเอาภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมด้านอาหารมาปรับเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ โดยเมนู “ขนมวงไตลื้อ” ได้รับรางวัล 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ของกระทรวงวัฒนธรรม
โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้เยี่ยมชมฐานการเรียนรู้และกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน เช่น การทอผ้าไตลื้อ งานหัตถกรรมพื้นบ้าน อาหารพื้นถิ่น และการแสดงดนตรีพื้นบ้าน พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้นำชุมชน ครูภูมิปัญญา และชาวบ้านที่ร่วมกันสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า หมู่บ้านไตลื้อลวงเหนือเป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็ง ผู้นำชุมชน ครูภูมิปัญญา และชาวบ้าน ได้นำองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดพัฒนาเป็นสินค้าและบริการที่สร้างคุณค่าและสร้างรายได้ให้กับชุมชน พร้อมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้สู่คนรุ่นใหม่ เพื่อสืบสานวัฒนธรรมให้คงอยู่ต่อไป
จากการลงพื้นที่พบว่า คนในชุมชนมีความมุ่งมั่นและร่วมมือกันอนุรักษ์วัฒนธรรมอย่างจริงจัง เห็นได้จากผลงานและรางวัลที่ได้รับ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของชุมชนที่โดดเด่นทั้งด้านอาหาร ศิลปหัตถกรรม งานทอผ้า และดนตรีพื้นบ้าน สามารถนำมาต่อยอดเป็นอัตลักษณ์ในการต้อนรับนักท่องเที่ยวและแขกผู้มาเยือนได้อย่างน่าประทับใจ ถือเป็นชุมชนต้นแบบที่พัฒนางานด้านวัฒนธรรมได้อย่างครบทุกมิติ และยังมีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไปได้อีก
หลังจากร่วมค้นหาต้นกำเนิดของเครื่องเทศและเรียนรู้บทบาทสำคัญที่หล่อหลอมวัฒนธรรมอาหารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านงาน Spice Journey ณ โรงแรมรายาเฮอริเทจ การเดินทางครั้งนี้ยังคงดำเนินต่อไปสู่การค้นพบว่า เครื่องเทศไม่ได้เป็นเพียงส่วนผสมที่ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมและรสชาติให้กับอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ก่อกำเนิดเป็นอาหารพื้นถิ่นและตำรับอาหารไทยที่เรายังคงรับประทานและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน




วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดกิจกรรมจิตอาสา โครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม กำจัดอุปสรรคสิ่งกีดขวางทางน้ำ บริเวณพื้นที่ใกล้เคียงท่าอากาศยานเชียงใหม่ ประจำปี 2569 ณ ลานด้านข้างสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ถนนเชียงใหม่–ฮอด โดยมีผู้บริหารและพนักงานท่าอากาศยานเชียงใหม่ เทศบาลเมืองสุเทพ กองบิน 41 ศูนย์ควบคุมการบินเชียงใหม่ ส่วนราชการ ผู้นำชุมชน ภาคเอกชน และประชาชนจิตอาสา ร่วมดำเนินกิจกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับฤดูฝน โดยจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569
โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างท่าอากาศยานเชียงใหม่และเทศบาลเมืองสุเทพ ภายหลังการสำรวจพื้นที่พบว่าท่อระบายน้ำและลำเหมืองสาธารณะในพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างท่าอากาศยานกับชุมชน มีวัชพืช ตะกอนดิน และสิ่งกีดขวางสะสม ส่งผลให้ประสิทธิภาพการระบายน้ำลดลง จึงได้ดำเนินการขุดลอกท่อระบายน้ำและลำเหมืองสาธารณะ รวมระยะทางกว่า 1,500 เมตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมขัง และเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชน ชุมชน และผู้ใช้เส้นทางในพื้นที่โดยรอบท่าอากาศยาน
ในการนี้ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้สนับสนุนงบประมาณจำนวน 150,000 บาท ให้แก่เทศบาลเมืองสุเทพ เพื่อดำเนินโครงการขุดลอกท่อระบายน้ำและลำเหมืองสาธารณะดังกล่าว ส่งเสริมความร่วมมือในการป้องกันและบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่โดยรอบท่าอากาศยาน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)


























เมื่อคืนวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จัดการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุเต็มรูปแบบ (Full-Scale Exercise: CEMEX-26) บทที่ 2 กรณี “การโจมตีด้วยอาวุธ หรือการก่อวินาศกรรมและลอบวางเพลิง” ประจำปี 2569 ณ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) เพื่อซักซ้อมแนวทางปฏิบัติและประเมินความพร้อมในการเข้าควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉิน
การฝึกซ้อมครั้งนี้มี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และ นาวาอากาศตรี สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ร่วมเปิดงานและสังเกตการณ์ ขณะที่นายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ ทำหน้าที่ผู้บัญชาการเหตุการณ์ (Incident Commander) นำกำลังเจ้าหน้าที่ ทชม. ปฏิบัติการร่วมกับตำรวจ หน่วยแพทย์ฉุกเฉิน สายการบิน และผู้ประกอบการ
ในส่วนของขั้นตอนการฝึกซ้อม ได้จำลองสถานการณ์คนร้ายใช้อาวุธปืนบริเวณอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ทชม. ได้เข้าเผชิญเหตุในเบื้องต้น พร้อมเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน (Emergency Operations Center: EOC) เพื่อสั่งการจัดการพื้นที่ อพยพผู้โดยสารไปยังจุดปลอดภัย และประสานส่งต่อกำลังให้หน่วยงานความมั่นคงเข้าเคลียร์พื้นที่
การฝึกซ้อม CEMEX-26 เป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบความพร้อมด้านบุคลากรและระบบการสื่อสารตามเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้บริการ ตลอดจนรักษามาตรฐานการดำเนินงานของท่าอากาศยานเชียงใหม่ ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (พท.) และองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)
วันนี้ (4 กรกฎาคม 2569) ที่ห้องประชุมพิทักษ์ภัย สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ตรวจราชการและเป็นประธานในพิธีมอบหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ (อส.12 ก และ อส.12 ข) ให้แก่ราษฎรในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชน ควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล
ในการนี้ นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายกริชสยาม คงสตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) พร้อมคณะผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงานภาคสนาม และเจ้าหน้าที่ในสังกัด ร่วมให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงาน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เยี่ยมชมนิทรรศการและผลิตภัณฑ์ชุมชนจากพื้นที่ป่าอนุรักษ์ รวมถึงรับชมวีดิทัศน์สรุปผลการจัดสรรและบริหารจัดการที่ดินตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จของการส่งเสริมอาชีพ การอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน
นายสุชาติ ชมกลิ่น กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีความมุ่งมั่นในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคงด้านที่ดินให้กับประชาชน โดยการมอบหนังสือรับรองสิทธิ อส.12 ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการรับรองสิทธิในการอยู่อาศัยหรือทำกินเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างความมั่นคงในระยะยาว เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ภายใต้แนวคิด “คนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน” พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการดูแลและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ
โอกาสนี้ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ก่อนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ อส.12 ก และ อส.12 ข ให้แก่ผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นการรับรองสิทธิการอยู่อาศัยและการทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยตัวแทนประชาชนได้กล่าวขอบคุณภาครัฐที่ช่วยคลี่คลายปัญหาความไม่มั่นคงด้านที่ดิน และเปิดโอกาสให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นใจ
สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ครั้งที่ 1/2569 ในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) สามารถช่วยเหลือประชาชนได้รวม 49 หมู่บ้าน จำนวน 1,594 ราย ครอบคลุม 2,121 แปลง เนื้อที่รวม 7,704.56 ไร่ ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 8 แห่ง ได้แก่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่เลา-แม่แสะ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่เลา-แม่แสะ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย อุทยานแห่งชาติออบหลวง อุทยานแห่งชาติศรีลานนา และอุทยานแห่งชาติผาแดง นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในเขตป่าอนุรักษ์ และสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
ทั้งนี้ ภายในพิธีมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมเป็นสักขีพยานและร่วมแสดงความยินดีกับประชาชนที่ได้รับหนังสือรับรองสิทธิในครั้งนี้อย่างพร้อมเพรียง สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนนโยบายการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนและรักษาผืนป่าของประเทศให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป
ดร. บรรณวิชญ์ พิมพานุวัตร นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ช่วงคลื่นวิทยุ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT ร่วมกับทีมนักวิจัยนานาชาติในโครงการ ATOMIUM ใช้เครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุ ALMA ส่องลึกถึงชั้นในสุดของแก๊สและฝุ่นรอบดาวฤกษ์วิวัฒน์ประเภท AGB ตรวจพบสัญญาณจากโมเลกุลซิลิกอนมอนอกไซด์ (SiO) ในสถานะพลังงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เผยให้เห็นสภาพแวดล้อมสุดขั้วบริเวณจุดกำเนิดลมดาวฤกษ์ ช่วยพิสูจน์ทฤษฎีการสิ้นอายุขัยของดาวฤกษ์ ที่อาจไขความลับจุดกำเนิดสรรพสิ่งในเอกภพ งานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Monthly Notices of the Royal Astronomical Society เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569

