บสย. โชว์ผลดำเนินงาน 6 เดือน ยอดค้ำฯ โตพุ่ง 129% เปิดตัวโครงการใหม่ “เครดิตพลัส” สานต่อยกระดับองค์กร เชื่อมต่อ Virtual Bank

จากภาวะเศรษฐกิจผันผวน ธุรกิจ SMEs ที่เผชิญมรสุมรอบด้าน บสย. ตอกย้ำการเป็นเครื่องมือหลักกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ตอกย้ำแนวคิด “บสย. คือโอกาสทุกช่วงชีวิตของ SMEs” เดินหน้าสร้างโอกาสให้ SMEs มุ่งปลดล็อก SMEs เข้าถึงสินเชื่อ ภายใต้เป้าหมาย ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs (Financial Inclusion) ควบคู่กับการยกระดับองค์กรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมทางการเงิน เพิ่มโอกาสให้ SMEs ในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของ บสย. ในการเป็น SMEs’ Gateway

ยอดค้ำประกันสินเชื่อครึ่งปีแรกโต 129%

ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ผลดำเนินงาน 6 เดือนแรกปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) มียอดค้ำประกันสินเชื่อ 44,570 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 129% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ช่วยพยุงสินเชื่อ SMEs ที่หดตัวต่อเนื่องมากว่า 3 ปี โดยก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน 50,167 ล้านบาท ช่วย SMEs ได้รับสินเชื่อ 50,029 ราย สามารถรักษาการจ้างงาน 342,720 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 219,730 ล้านบาท ที่สำคัญช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากที่เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนประเทศ โดยประเภทธุรกิจค้ำประกันสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ 1. ภาคบริการ 35.5% 2. อาหารและเครื่องดื่ม 9.4% และ 3. การผลิตสินค้าและการค้าอื่นๆ 8.8% ซึ่งทั้ง 3 ประเภทครองสัดส่วนค้ำประกันถึง 54% สะท้อนถึงอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ

สำหรับมาตรการ “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” ค้ำประกันสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะเชิงพาณิชย์ ครอบคลุมทั้งรถใหม่ และมือสอง ซึ่งจะสิ้นสุดระยะเวลารับคำขอค้ำประกันภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2569 ในช่วงครึ่งปีแรกมียอดค้ำประกัน 1,105 ล้านบาท ถือว่าอยู่ในภาวะทรงตัว จากสภาพตลาดรถกระบะเชิงพาณิชย์ที่ยังชะลอตัว โดยเป็นผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจที่ผันผวน ซึ่งทำให้สถาบันการเงินยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ

ความสำเร็จมาตรการค้ำประกัน Quick Big Win
สำหรับโครงการรัฐ ซึ่งขับเคลื่อนผ่านมาตรการ “ค้ำประกันสินเชื่อ Quick Big Win” วงเงิน 50,000 ล้านบาท ได้รับการตอบรับที่ดีจาก SMEs ตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อเดือนธันวาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569 มียอดค้ำประกันสินเชื่อ 44,800 ล้านบาท ช่วย SMEs ได้รับสินเชื่อ 52,116 ราย โดยความสำเร็จที่เกิดขึ้น มาจากจุดเด่น ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก อัตราค่าธรรมเนียมเริ่มต้นที่ 1% และการนำเครื่องมือ Risk-based Pricing (RBP) มาใช้พิจารณาค้ำประกันสินเชื่อ และการเพิ่มอัตราชดเชย NPL สูงขึ้น (Max Claim) ทำให้สถาบันการเงินเชื่อมั่นในการปล่อยสินเชื่อให้ SMEs มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ จากการออกแบบมาตรการ โดยแบ่งเป็น 3 โครงการย่อย ได้แก่ โครงการ Smart Win เจาะกลุ่ม Micro SMEs, โครงการ Go Big เจาะกลุ่ม SMEs ทั่วไป และโครงการ Quick LG เจาะกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง หรือจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐ ทำให้สามารถกระจายการค้ำประกันสินเชื่อครอบคลุม 5 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ประกอบด้วย การบริการ, อาหารและเครื่องดื่ม, การผลิตสินค้าและการค้าอื่นๆ, เกษตรกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการจ้างงาน โดยเฉพาะภาคบริการที่มีสัดส่วนการค้ำประกันถึง 37% สะท้อนความต้องการสินเชื่อของธุรกิจบริการ ตอบรับการเสริมสภาพคล่องให้กับ SMEs พ่อค้า แม่ค้า ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนในช่วงโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา

เปิดตัวโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “เครดิตพลัส” 2 หมื่นล้าน
ในส่วนของโครงการ บสย. ดำเนินการเอง เพื่อให้ความช่วยเหลือ SMEs เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เปิดตัวโครงการค้ำประกันสินเชื่อเครดิตพลัส (Credit Plus) วงเงิน 20,000 ล้านบาท มุ่งเติมทุน สร้างโอกาส ปลดล็อก SMEs ไทย โดยร่วมมือกับสถาบันการเงินทุกแห่ง ภายใต้ 4 จุดเด่น ดังนี้
• ค้ำประกันต่อราย เริ่มต้น 1 หมื่นบาท สูงสุด 100 ล้านบาท
• ตอบโจทย์ SMEs ทุกกลุ่ม
• ค่าธรรมเนียมต่ำ เริ่มต้นเพียง 1.25% ต่อปี
• ค้ำประกันสูงสุด 10 ปี
โครงการนี้ บสย. มีการใช้เครื่องมือ “เครดิตสกอริ่ง” หรือ TCG Score ในการบริหารความเสี่ยง โดยเชื่อว่าจะเป็นอีกโครงการที่เข้ามาเสริมสภาพคล่องให้ SMEs ด้วยวงเงินค้ำประกันต่อรายที่สูงถึง 100 ล้านบาท จะสามารถช่วย SMEs ได้ครอบคลุมทุกกลุ่มตั้งแต่กลุ่มรายย่อย (Micro SMEs) จนถึงรายใหญ่ที่ต้องการต่อยอดธุรกิจ ทั้งนี้ จากวงเงินค้ำประกัน 20,000 ล้านบาท คาดว่าจะก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน 26,900 ล้านบาท ช่วย SMEs ได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้น 9,075 ราย สามารถรักษาการจ้างงาน 194,000 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการค้ำประกันได้มากกว่า 98,600 ล้านบาท
“บสย. พร้อมช่วย” ลุย “ปลดหนี้” SMEs
ตลอดปีนี้ บสย. ยังคงเดินหน้าให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม แก้หนี้ ปลดหนี้อย่างยั่งยืน ตอบโจทย์นโยบายภาครัฐ ผ่านมาตรการ “บสย. พร้อมช่วย” ช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ สามารถช่วยลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลม ปรับโครงสร้างหนี้รวม 3,037 ราย คิดเป็นมูลหนี้รวมกว่า 1,578 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นลูกหนี้ “ปลดหนี้” ปิดบัญชี 716 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 180 ล้านบาท หากนับรวมตั้งแต่ออกมาตรการในปี 2563 – 30 มิถุนายน 2569 สามารถช่วยลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม ปรับโครงสร้างหนี้รวม 27,361 ราย คิดเป็นมูลหนี้สะสม 17,711 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีหลัง บสย. เตรียมจัดกิจกรรมเชิงรุก “บสย. พร้อมค้ำ พร้อมช่วย” ปี 2 เพื่อนำความช่วยเหลือไปถึง SMEs ลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลมในพื้นที่ต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังให้ความช่วยเหลือพิเศษ สำหรับลูกหนี้ที่ต้องการปลดหนี้ ปิดบัญชี ลดต้นสูงสุด 50% สำหรับลูกหนี้ “กลุ่มเปราะบาง” หนี้คงเหลือไม่เกิน 2 แสนบาท และลดต้นสูงสุด 40% สำหรับลูกหนี้ SMEs หนี้คงเหลือมากกว่า 2 แสนบาท
ขับเคลื่อนเครื่องยนต์ดิจิทัล “บสย. พร้อมพลัส+”
ดร.สิทธิกร กล่าวต่อว่า ในการรับตำแหน่งวาระ 2 มีเป้าหมายหลัก คือการยกระดับองค์กร ไปพร้อมกับการปรับตำแหน่งทางการตลาดใหม่ (TCG Repositioning) จากผู้อยู่ “หลังแบงก์” สู่ “ผู้สร้างโอกาส” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินเชื่อ และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับ SMEs ไทย หนึ่งในแผนยกระดับคือ การใช้ Digital เป็นแรงขับเคลื่อนและยกระดับองค์กร ภายใต้มาตรการ “บสย. พร้อมพลัส+” (บสย. Prompt Plus) เพื่อเชื่อมเข้าสู่ระบบนิเวศดิจิทัลทางการเงิน และ Virtual Bank โดยทิศทางครึ่งปีหลังจะเน้นใน 4 เรื่องหลัก ได้แก่
• เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มกลางและสร้าง บสย. API Gateway ให้ผู้เล่นทางการเงินใหม่ๆ สามารถเชื่อมต่อบริการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ได้ในลักษณะไร้รอยต่อ (Seamless Service) คือการออกค้ำประกัน Prompt LG แบบ real-time สำหรับเอสเอ็มอีที่เข้ามาพบ บสย. โดยตรงในรูปแบบของ Direct Approach พร้อมเชื่อมต่อเข้ากับ API Gateway ไปยังผู้ให้บริการทางการเงิน
• ขับเคลื่อนโครงการ SMEs Credit Boost โดยใช้ความชำนาญ บสย. ตลอด 35 ปี รับบริหารมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ที่คาดว่าจะก่อให้เกิดสินเชื่อมากกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นสินเชื่อ SMEs ที่หดตัว โดยในเดือนมิถุนายน 2569 พบว่า ธนาคารพาณิชย์มีการอนุมัติสินเชื่อผ่านโครงการ Credit Boost เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คิดเป็นยอดอนุมัติ 33,086 ล้านบาท เพิ่มจากเดือนพฤษภาคม 2569 ถึง 29,949 ล้านบาท จากการปรับเงื่อนไขโครงการ เพื่อรองรับวิกฤตจากสงครามในตะวันออกกลาง
• ยกระดับช่องทางการสื่อสาร Line OA ตลอดปีนี้ บสย. จะยกระดับช่องทาง LINE OA: @tcgfirst เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเงินให้กับ SMEs สามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ของ บสย. ได้ง่ายขึ้น โดยในช่วงครึ่งปีหลัง เตรียมเปิดตัวบริการต่างๆ อาทิ “My Request” เพิ่มความสะดวกให้ลูกหนี้ สามารถสมัครร่วมมาตรการ “บสย. พร้อมช่วย” เลือกโปรแกรมที่เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ด้วยตัวเอง, My Receipt ให้บริการสำหรับลูกค้า สามารถดูใบเสร็จผ่านช่องทางออนไลน์ได้ทันที และ My Bill เพิ่มเติมใบแจ้งหนี้พร้อม QR ให้ลูกหนี้สามารถชำระเงินผ่านช่องทางออนไลน์ได้ทันที เป็นต้น
• ลุยค้ำประกันรายใบ Individual Guarantee รูปแบบค้ำประกันสินเชื่อที่ บสย. เคยทำในอดีต แต่ขณะนั้นยังไม่มีเครื่องมือ “เครดิตสกอริ่ง” ในการประเมินความเสี่ยง เตรียมเปิดตัวเร็วๆ นี้ พร้อมบริหารความเสี่ยง Risk Participation ที่มีเครื่องมือวัดความเสี่ยงของ SMEs ควบคู่กับสถาบันการเงินที่เข้าไปค้ำประกันสินเชื่อ โดยมีเป้าหมายในการเป็นเครื่องมือเปลี่ยนผ่าน SMEs ที่เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศใน “Reinvent Thailand” พร้อมตอบโจทย์นโยบายรัฐ ก้าวสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

รมว.วัฒนธรรม เยือนหมู่บ้านไตลื้อลวงเหนือ อ.ดอยสะเก็ด ชูต้นแบบชุมชนเข้มแข็ง สืบสานภูมิปัญญา ต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

วันนี้ (18 ก.ค. 69) นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมคณะ ลงพื้นที่พบปะและเยี่ยมชมการดำเนินงานของหมู่บ้านไตลื้อลวงเหนือ ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามการขับเคลื่อนงานด้านการอนุรักษ์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบที่สามารถนำอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาสร้างคุณค่าและพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวัฒนธรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมี นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นางสลีลญา คำภาแก้ว นายอำเภอดอยสะเก็ด หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม ในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับ
สำหรับชุมชนไตลื้อลวงเหนือ เป็นชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” จังหวัดเชียงใหม่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 และเป็นชุมชนที่ได้นำเอาภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมด้านอาหารมาปรับเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ โดยเมนู “ขนมวงไตลื้อ” ได้รับรางวัล 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ของกระทรวงวัฒนธรรม
โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้เยี่ยมชมฐานการเรียนรู้และกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน เช่น การทอผ้าไตลื้อ งานหัตถกรรมพื้นบ้าน อาหารพื้นถิ่น และการแสดงดนตรีพื้นบ้าน พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้นำชุมชน ครูภูมิปัญญา และชาวบ้านที่ร่วมกันสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า หมู่บ้านไตลื้อลวงเหนือเป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็ง ผู้นำชุมชน ครูภูมิปัญญา และชาวบ้าน ได้นำองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดพัฒนาเป็นสินค้าและบริการที่สร้างคุณค่าและสร้างรายได้ให้กับชุมชน พร้อมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้สู่คนรุ่นใหม่ เพื่อสืบสานวัฒนธรรมให้คงอยู่ต่อไป
จากการลงพื้นที่พบว่า คนในชุมชนมีความมุ่งมั่นและร่วมมือกันอนุรักษ์วัฒนธรรมอย่างจริงจัง เห็นได้จากผลงานและรางวัลที่ได้รับ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของชุมชนที่โดดเด่นทั้งด้านอาหาร ศิลปหัตถกรรม งานทอผ้า และดนตรีพื้นบ้าน สามารถนำมาต่อยอดเป็นอัตลักษณ์ในการต้อนรับนักท่องเที่ยวและแขกผู้มาเยือนได้อย่างน่าประทับใจ ถือเป็นชุมชนต้นแบบที่พัฒนางานด้านวัฒนธรรมได้อย่างครบทุกมิติ และยังมีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไปได้อีก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ในอนาคตอยากเห็นศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ขยายบทบาทให้กว้างขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยเข้ามามีส่วนร่วม รวมถึงเป็นแหล่งศึกษาดูงานของชุมชนและกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ เพื่อนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ พร้อมเชื่อมั่นว่า หากได้รับการสนับสนุนและประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยว นักวิชาการ และหน่วยงานต่าง ๆ ให้เข้ามาเรียนรู้มากขึ้น จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวัฒนธรรมที่สร้างแรงบันดาลใจและเป็นที่รู้จักในวงกว้างต่อไป

𝐓𝐇𝐀𝚰 & 𝐍𝐎𝐑𝐓𝐇𝐄𝐑𝐍 𝐓𝐇𝐀𝚰 𝐂𝐔𝐋𝐔𝐍𝐀𝐑𝐘 𝐋𝐄𝐆𝐄𝐍𝐃𝐒 𝐚𝐭 𝐓𝐚𝐦𝐚𝐫𝐢𝐧𝐝 𝐕𝐢𝐥𝐥𝐚𝐠𝐞

หลังจากร่วมค้นหาต้นกำเนิดของเครื่องเทศและเรียนรู้บทบาทสำคัญที่หล่อหลอมวัฒนธรรมอาหารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านงาน Spice Journey ณ โรงแรมรายาเฮอริเทจ การเดินทางครั้งนี้ยังคงดำเนินต่อไปสู่การค้นพบว่า เครื่องเทศไม่ได้เป็นเพียงส่วนผสมที่ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมและรสชาติให้กับอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ก่อกำเนิดเป็นอาหารพื้นถิ่นและตำรับอาหารไทยที่เรายังคงรับประทานและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

โรงแรมแทมมารินวิลเลจขอเชิญทุกท่านร่วมเดินทางต่อไปกับเรื่องราวของเครื่องเทศ ผ่าน สำรับอาหารมื้อพิเศษ “𝑻𝒉𝒂𝒊 & 𝑵𝒐𝒓𝒕𝒉𝒆𝒓𝒏 𝑻𝒉𝒂𝒊 𝑪𝒖𝒍𝒊𝒏𝒂𝒓𝒚 𝑳𝒆𝒈𝒆𝒏𝒅𝒔” ที่รังสรรค์ขึ้นจากตำรับอาหารไทยโบราณและอาหารล้านนารวม 11 รายการ โดยเชฟประจำร้านอาหารเรือนแทมมารินคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพ ผสานความพิถีพิถันในการปรุงอาหารเข้ากับเสน่ห์ของเครื่องเทศนานาชนิด ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของรสชาติที่ทั้งละมุน หอมอบอวล และมีมิติ พร้อมบอกเล่าเรื่องราวของผู้คน วิถีชีวิต และการเดินทางผ่านอาหารในทุกจาน

𝑻𝒉𝒂𝒊 & 𝑵𝒐𝒓𝒕𝒉𝒆𝒓𝒏 𝑻𝒉𝒂𝒊 𝑪𝒖𝒍𝒊𝒏𝒂𝒓𝒚 𝑳𝒆𝒈𝒆𝒏𝒅𝒔
ราคา 1,990 บาทสุทธิต่อท่าน
พร้อมรับไวน์ฝรั่งเศส 1 ขวด สำหรับการสำรองที่นั่ง 2 ท่าน

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2569
เวลา 18.00–22.00 น.
ร้านอาหารเรือนแทมมาริน, โรงแรมแทมมารินวิลเลจ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่ง โทร. 053-418-896
หรืออีเมล gs@tamarindvillage.com
www.tamarindvillage.com

ท่าอากาศยานเชียงใหม่บูรณาการทุกภาคส่วน ขุดลอกท่อระบายน้ำ ป้องกันน้ำท่วม เตรียมพร้อมรับฤดูฝน

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดกิจกรรมจิตอาสา โครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม กำจัดอุปสรรคสิ่งกีดขวางทางน้ำ บริเวณพื้นที่ใกล้เคียงท่าอากาศยานเชียงใหม่ ประจำปี 2569 ณ ลานด้านข้างสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ถนนเชียงใหม่–ฮอด โดยมีผู้บริหารและพนักงานท่าอากาศยานเชียงใหม่ เทศบาลเมืองสุเทพ กองบิน 41 ศูนย์ควบคุมการบินเชียงใหม่ ส่วนราชการ ผู้นำชุมชน ภาคเอกชน และประชาชนจิตอาสา ร่วมดำเนินกิจกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับฤดูฝน โดยจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569

โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างท่าอากาศยานเชียงใหม่และเทศบาลเมืองสุเทพ ภายหลังการสำรวจพื้นที่พบว่าท่อระบายน้ำและลำเหมืองสาธารณะในพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างท่าอากาศยานกับชุมชน มีวัชพืช ตะกอนดิน และสิ่งกีดขวางสะสม ส่งผลให้ประสิทธิภาพการระบายน้ำลดลง จึงได้ดำเนินการขุดลอกท่อระบายน้ำและลำเหมืองสาธารณะ รวมระยะทางกว่า 1,500 เมตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมขัง และเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชน ชุมชน และผู้ใช้เส้นทางในพื้นที่โดยรอบท่าอากาศยาน

ในการนี้ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้สนับสนุนงบประมาณจำนวน 150,000 บาท ให้แก่เทศบาลเมืองสุเทพ เพื่อดำเนินโครงการขุดลอกท่อระบายน้ำและลำเหมืองสาธารณะดังกล่าว ส่งเสริมความร่วมมือในการป้องกันและบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่โดยรอบท่าอากาศยาน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

เชียงใหม่เปิดฉากยิ่งใหญ่! งาน “ส่งเสริมการท่องเที่ยวประเพณีท้องถิ่นวิถีชาติพันธุ์ล้านนา” ชูอัตลักษณ์ 4 จังหวัดเหนือตอนบน

เชียงใหม่เปิดฉากยิ่งใหญ่! งาน “ส่งเสริมการท่องเที่ยวประเพณีท้องถิ่นวิถีชาติพันธุ์ล้านนา” ชูอัตลักษณ์ 4 จังหวัดเหนือตอนบน กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนสู่ความยั่งยืน ณ วันนิมมาน

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวประเพณีท้องถิ่นวิถีชาติพันธุ์ล้านนา” ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวชาติพันธุ์สีสันแห่งล้านนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 12 กรกฎาคม 2569 ณ One Square วันนิมมาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ท่องเที่ยวและกีฬาจากกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน) ผู้บริหารภาคเอกชน และผู้แทนเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์เข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง

นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 เป็นดินแดนที่มีความหลากหลายและรุ่มรวยไปด้วยทุนทางวัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะวิถีชีวิตอันมีเสน่ห์ที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัวของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ล้านนา การจัดงานในครั้งนี้นับเป็นมิติใหม่ในการนำต้นทุนทางวัฒนธรรมเหล่านี้มาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจผ่านกระบวนการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ สอดรับกับแนวคิด “พลังความหลากหลายสู่สังคมแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมและกระจายรายได้กลับคืนสู่ชุมชนฐานรากและพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม วิถีชีวิต และประเพณีท้องถิ่นอันงดงามของกลุ่มชาติพันธุ์ในล้านนาให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ภายในงานมีการบูรณาการร่วมกันของเครือข่ายท่องเที่ยวและกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ 4 จังหวัดเหนือตอนบน มาร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมที่น่าสนใจตลอด 3 วันเต็ม ประกอบด้วย:

การจำหน่ายผลิตภัณฑ์และอาหารท้องถิ่น: การออกบูธแสดงและจำหน่ายสินค้าหัตถกรรม งานฝีมือ และอาหารพื้นถิ่นดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท่องเที่ยว

กิจกรรมสาธิตภูมิปัญญา (Workshop): ชวนสัมผัสประสบการณ์จริงวันละ 9 กิจกรรม อาทิ การตอกดุลลายเครื่องเงิน, การทำเชือกจากต้นปอ, การทอผ้ากี่เอว และการปรุงอาหารพื้นถิ่นหายาก เช่น ไข่ป่าม ลาบรากชู และข้าวกั้นจิ้น

การแสดงศิลปวัฒนธรรมและดนตรี: ตระการตากับการแสดงศิลปวัฒนธรรมชาติพันธุ์อันงดงาม อาทิ การแสดงอูดู่ถ่องมา (เผ่าอาข่า), ฟ้อนนกยูง, ฟ้อนเก็บใบชา, การแสดงจากกะเหรี่ยงคอยาว, ฟ้อนไต พร้อมเพลิดเพลินกับดนตรีชนเผ่าปกาเกอะญอ, วงโฟล์คซองเมืองลื้อ, วงเดอะเพอะ และวงไม้เฮือน 60

กิจกรรมเดินแบบและการตลาด: ไฮไลต์การเดินแบบชุด “ชาติพันธุ์สีสันแห่งล้านนา” ทุกวัน, กิจกรรมเจรจาธุรกิจ (Business Matching) เพื่อขยายช่องทางการตลาดให้ชุมชน และการเสวนาวิชาการในหัวข้อ “พลังความหลากหลายสู่สังคมแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน”

สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มาร่วมสัมผัสความงดงามและเสน่ห์แห่งชาติพันธุ์ล้านนาในงานดังกล่าว ระหว่างวันที่ 10 – 12 กรกฎาคม 2569 ณ One Square วันนิมมาน จังหวัดเชียงใหม่ โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมชมงานและร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปได้ฟรีตลอดทั้งงาน

โยคีเพลย์บอย 2539 LIVE IN เชียงใหม่ พร้อมโชว์เพลงฮิตร้องตามได้ทุกเพลงแบบจัดเต็ม เอาใจแฟนๆทุกรุ่น

พี่โป้ยกทีมขึ้นเหนือ เปิดโชว์พิเศษ แม้จะมีขึ้นเหนือมาบ้างแต่ โชว์ 2539  นี้ไม่เหมือนกับโชว์ทั่วไป เป็นคอนเสิร์ตที่พี่โป้จัดเองแบบจัดเต็ม แสดงอัลบั้มนมหนามในตำนานครบทุกเพลง พร้อมด้วยเพลงฮิตร้องตามได้ทุกเพลงแบบจัดเต็ม เอาใจแฟนๆทุกรุ่นในภาคเหนือ ที่จะได้ชมกันแบบใกล้ชิด สนิทสนม สุด exclusive เพียงรอบละ 500 คนเท่านั้น ที่ ฮอมปอย livehouse

งานชุดแรกของโยคีเพลย์บอย เปิดตัวในปี 2539 และมีปกเทปรูปนมหนามที่เป็น symbolic ของ “โยคี+เพลย์บอย” เป็นงานที่แตกต่างจากอัลบั้มอื่นๆ และแตกต่างจากเพลงส่วนใหญ่ในช่วงปีนั้น ด้วยทั้งแนวเพลง 70s rock แสดงจิตวิญญาน อารมณ์ เกรี้ยวกราด และบทกวี  อีกทั้ง ยังมีการเลือกหยิบใช้เครื่องดนตรีเครื่องเป่าผสมผสาน กีตาร์ เบส กลอง ที่ดุดัน  … แม้จะไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง อาจเป็นความแตกต่างนี้ ที่ทำให้อัลบั้มนี้กลับได้อยู่ในใจหลายๆคน งานชุดนี้ไม่ได้แสดงบ่อยๆ เพราะไม่ได้รับกระแสนิยม และจำเป็นต้องมีเครื่องเป่าอีกหลายชิ้นเพิ่มขึ้น จึงจะสามารถเล่นได้อย่างสมบูรณ์  แม้ในช่วงโปรโมทเปิดตัวก็ยังไม่เคยถูกเล่นครบทุกเพลง  พี่โป้เคยต้องผิดหวังเสียใจที่งานชุดนี้ไม่ได้รับการตอบรับจนทำให้เพื่อนๆที่ร่วมก่อตั้งต้องแยกย้ายกันไป

เกือบ 30 ปีต่อมา กลับพบว่า อัลบั้มนี้ ได้รับเสียงตอบรับและความนิยมในกลุ่มผู้ฟังอยู่ไม่น้อย จนในที่สุดโยคีเพลย์บอย จึงจัดโชว์พิเศษ ที่เล่นเพลงในอัลบั้มนี้ครบทุกเพลง มีคนมาฟังจนเต็มทุกรอบ ยืนฟัง 2-3 ชั่วโมงจนจบ แม้กระทั่งร้องเพลงที่คิดว่าไม่มีใครรู้จักได้หมด จากในอดีตตอนเริ่มต้นทัวร์แคมปัส บางครั้งมีคนปรบมือเพียงไม่กี่คน ไม่คิดเลยว่า จะมีวันนี้ ในที่สุดพี่โป้ ได้ปลดล๊อคปมในใจว่าแท้ที่จริง งานที่เขาเคยรักมั่นใจทุ่มเททำ เป็น 10 เพลงแรกในชีวิต มันก็ไม่ได้แย่เลยนี่นา …โชว์โยคีเพลย์บอย 2539 ในปี 2567 4 รอบ และ โยคีเพลย์บอย 2539  RE-STAGE ในปี 2568 อีก 2 รอบ จึงเป็นเครื่องยืนยันว่ามีคนรักอัลบั้มนี้อยู่จริงๆ  สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับงานชุดนี้ ไม้ต้องห่วงเพราะ จะมีเพลงฮิต เพลงเพราะจากอัลบั้มอื่นๆ มาให้ฟังกันอย่างจุใจ  สามารถชมภาพการแสดง ปี2657-2568 ได้ทาง Youtube : Yokee Playboy Official

ในโอกาสนี้ พี่โป้จึงตั้งใจนำโชว์ชุดนี้มาจัดให้ แฟนๆในภาคเหนือได้ชมกัน และหวังว่า ความทรงจำในปีก่อนๆ  และความอบอุ่นของการได้ร้องเพลงด้วยกัน จะสามารถมอบความสุขให้ได้ไม่มากก็น้อย

สภาอุตฯ ชูนโยบายยกระดับขีดความสามารถทางการ แข่งขันให้กับผู้ประกอบการภูมิภาค “FTI FORUM ครั้งที่ 1”

สภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ชูนโยบายยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการภูมิภาค ปักหมุดจัด “FTI FORUM ครั้งที่ 1” ดึงกูรูระดับประเทศ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล เติมอาวุธผู้ประกอบการลุยฝ่าวิกฤติพลังงาน เจาะลึกกลยุทธ์ความอยู่รอดในหัวข้อ“MARKETING SURVIVAL STRATEGY 2026”

นางสุภาพร วัฒนา  ประธานจัดงาน FTI FORUMสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า สภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ มีนโยบายยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ ผ่านการจัดงาน FTI FORUM เพื่อเป็นเวทีการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ วิสัยทัศน์ และอัปเดตเทรนด์เทคโนโลยี นวัตกรรม รวมถึงกฎหมายและนโยบายภาครัฐ ที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ช่วยให้ผู้ประกอบการ  โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ได้เข้าถึงข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เทคโนโลยีดิจิทัล AI, การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด , การปรับตัวตามเกณฑ์มาตรฐานโลก ยกระดับศักยภาพการผลิตให้ทันสมัยและแข่งขันได้

“การริเริ่มการจัดงาน FTI FORUM  ถือเป็นเครื่องมือสำคัญและเป็นทางลัด ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ได้เข้าถึงข้อมูลการเปลี่ยนแปลงที่เท่าทันโลก สำหรับไฮไลท์สำคัญของงาน FTI FORUM ครั้งที่ 1 สภาอุตสาหกรรมฯ ได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ มาเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ “MARKETING SURVIVAL STRATEGY 2026” (กลยุทธ์การตลาดเพื่อความอยู่รอด) จะช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นภาพพฤติกรรมผู้บริโภคในปีนี้เปลี่ยนไปอย่างไร ควรเน้นทำตลาดในช่องทางใดเพื่อให้คุ้มค่าที่สุด”ประธานจัดงานกล่าว

การจัดงานในครั้งนี้ ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม โดยมีผู้บริหาร เจ้าของกิจการ และผู้ประกอบการในจังหวัดเชียงใหม่และใกล้เคียงสนใจสมัครเข้าร่วมงานกว่า 150 คน สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและความต้องการพัฒนาศักยภาพของภาคธุรกิจในพื้นที่อย่างเด่นชัด ทั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ มีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนที่จะจัดงาน FTI FORUM ในประเด็นที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมในอนาคตอย่างสม่ำเสมอ สำหรับการจัดงานในครั้งนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นการจุดประกายความคิดสร้างสรรค์และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าฟัง ใช้เป็นแนวทางนำไปปรับใช้กับธุรกิจเพื่อรับมือและปรับตัวภายใต้สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่สำคัญคือการสร้างโอกาสเชื่อมโยงธุรกิจ ได้พบกับพาร์ทเนอร์ใหม่ๆ ที่จะมาช่วยเสริมจุดแข็ง-ลดจุดอ่อนให้ธุรกิจซึ่งกันและกัน นอกจากนี้เวที FTI FORUM อาจเป็นช่องทางที่ทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ ที่สามารถช่วยขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างยั่งยืนต่อไป ประธานจัดงานกล่าวในที่สุด

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ซ้อมแผนเผชิญเหตุเต็มรูปแบบ (CEMEX-26) บูรณาการทุกหน่วยรับมือเหตุโจมตีและก่อวินาศกรรม

เมื่อคืนวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จัดการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุเต็มรูปแบบ (Full-Scale Exercise: CEMEX-26) บทที่ 2 กรณี “การโจมตีด้วยอาวุธ หรือการก่อวินาศกรรมและลอบวางเพลิง” ประจำปี 2569 ณ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) เพื่อซักซ้อมแนวทางปฏิบัติและประเมินความพร้อมในการเข้าควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉิน

การฝึกซ้อมครั้งนี้มี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และ นาวาอากาศตรี สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ร่วมเปิดงานและสังเกตการณ์ ขณะที่นายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ ทำหน้าที่ผู้บัญชาการเหตุการณ์ (Incident Commander) นำกำลังเจ้าหน้าที่ ทชม. ปฏิบัติการร่วมกับตำรวจ หน่วยแพทย์ฉุกเฉิน สายการบิน และผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ปัจจุบันรูปแบบภัยคุกคามการบินทั่วโลกมีความซับซ้อนและเกิดความรุนแรงในลักษณะฉับพลันบ่อยครั้ง เช่น เหตุการณ์กราดยิง (Active Shooter) หรือการโจมตีรูปแบบใหม่ ท่าอากาศยานเชียงใหม่จึงจัดการฝึกซ้อมดังกล่าวขึ้นเพื่อจำลองเหตุการณ์เสมือนจริง ในการทดสอบระบบสั่งการ การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และความรวดเร็วในการเข้าระงับเหตุภายใต้สภาวะวิกฤต ให้เท่าทันสถานการณ์จริงในปัจจุบัน

ในส่วนของขั้นตอนการฝึกซ้อม ได้จำลองสถานการณ์คนร้ายใช้อาวุธปืนบริเวณอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ทชม. ได้เข้าเผชิญเหตุในเบื้องต้น พร้อมเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน (Emergency Operations Center: EOC) เพื่อสั่งการจัดการพื้นที่ อพยพผู้โดยสารไปยังจุดปลอดภัย และประสานส่งต่อกำลังให้หน่วยงานความมั่นคงเข้าเคลียร์พื้นที่

การฝึกซ้อม CEMEX-26 เป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบความพร้อมด้านบุคลากรและระบบการสื่อสารตามเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้บริการ ตลอดจนรักษามาตรฐานการดำเนินงานของท่าอากาศยานเชียงใหม่ ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (พท.) และองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)

รมว.ทส. ลงพื้นที่เชียงใหม่ มอบหนังสือรับรองสิทธิทำกินในเขตป่าอนุรักษ์กว่า 7,700 ไร่ เดินหน้าสานนโยบาย “คนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน” ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

วันนี้ (4 กรกฎาคม 2569) ที่ห้องประชุมพิทักษ์ภัย สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ตรวจราชการและเป็นประธานในพิธีมอบหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ (อส.12 ก และ อส.12 ข) ให้แก่ราษฎรในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชน ควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล

ในการนี้ นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายกริชสยาม คงสตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) พร้อมคณะผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงานภาคสนาม และเจ้าหน้าที่ในสังกัด ร่วมให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงาน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เยี่ยมชมนิทรรศการและผลิตภัณฑ์ชุมชนจากพื้นที่ป่าอนุรักษ์ รวมถึงรับชมวีดิทัศน์สรุปผลการจัดสรรและบริหารจัดการที่ดินตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จของการส่งเสริมอาชีพ การอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน
นายสุชาติ ชมกลิ่น กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีความมุ่งมั่นในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคงด้านที่ดินให้กับประชาชน โดยการมอบหนังสือรับรองสิทธิ อส.12 ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการรับรองสิทธิในการอยู่อาศัยหรือทำกินเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างความมั่นคงในระยะยาว เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ภายใต้แนวคิด “คนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน” พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการดูแลและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ
โอกาสนี้ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ก่อนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ อส.12 ก และ อส.12 ข ให้แก่ผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นการรับรองสิทธิการอยู่อาศัยและการทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยตัวแทนประชาชนได้กล่าวขอบคุณภาครัฐที่ช่วยคลี่คลายปัญหาความไม่มั่นคงด้านที่ดิน และเปิดโอกาสให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นใจ
สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ครั้งที่ 1/2569 ในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) สามารถช่วยเหลือประชาชนได้รวม 49 หมู่บ้าน จำนวน 1,594 ราย ครอบคลุม 2,121 แปลง เนื้อที่รวม 7,704.56 ไร่ ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 8 แห่ง ได้แก่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่เลา-แม่แสะ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่เลา-แม่แสะ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย อุทยานแห่งชาติออบหลวง อุทยานแห่งชาติศรีลานนา และอุทยานแห่งชาติผาแดง นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในเขตป่าอนุรักษ์ และสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
ทั้งนี้ ภายในพิธีมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมเป็นสักขีพยานและร่วมแสดงความยินดีกับประชาชนที่ได้รับหนังสือรับรองสิทธิในครั้งนี้อย่างพร้อมเพรียง สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนนโยบายการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนและรักษาผืนป่าของประเทศให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป

นักดาราศาสตร์ NARIT ร่วมไขความลับวาระสุดท้ายของดวงดาว ตรวจพบสัญญาณซิลิกอนมอนอกไซด์ (SiO) “พลังงานสูงที่สุดเท่าที่เคยพบ” ในดาวฤกษ์ AGB

ดร. บรรณวิชญ์ พิมพานุวัตร นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ช่วงคลื่นวิทยุ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT ร่วมกับทีมนักวิจัยนานาชาติในโครงการ ATOMIUM ใช้เครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุ ALMA ส่องลึกถึงชั้นในสุดของแก๊สและฝุ่นรอบดาวฤกษ์วิวัฒน์ประเภท AGB ตรวจพบสัญญาณจากโมเลกุลซิลิกอนมอนอกไซด์ (SiO) ในสถานะพลังงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เผยให้เห็นสภาพแวดล้อมสุดขั้วบริเวณจุดกำเนิดลมดาวฤกษ์ ช่วยพิสูจน์ทฤษฎีการสิ้นอายุขัยของดาวฤกษ์ ที่อาจไขความลับจุดกำเนิดสรรพสิ่งในเอกภพ งานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Monthly Notices of the Royal Astronomical Society เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569

ดาวฤกษ์ AGB (Asymptotic Giant Branch) คือดาวฤกษ์ที่มีมวลน้อยถึงปานกลาง ตั้งแต่ประมาณ 0.8-8 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ ที่เดินทางมาถึงช่วงท้ายของอายุขัย ในระยะนี้ ดาวจะขยายตัวใหญ่ขึ้นอย่างมหาศาล อุณหภูมิผิวลดลง และเกิดการยุบขยายตัวเป็นจังหวะรุนแรง จนสามารถยกมวลสารบริเวณผิวดาวออกสู่อวกาศ กลายเป็นชั้นแก๊สและฝุ่นหนาทึบที่โอบล้อมรอบตัวดาว (Circumstellar Envelope; CSE) ชั้นแก๊สและฝุ่นเหล่านี้เปรียบเสมือน “โรงงานรีไซเคิลของเอกภพ” เพราะสสารที่ถูกปลดปล่อยออกมาจะกระจายตัวกลับคืนสู่ห้วงอวกาศ กลายเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการสร้างดาวฤกษ์ดวงใหม่ ระบบสุริยะใหม่ รวมถึงธาตุสารเคมีพื้นฐานที่อาจนำไปสู่การก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิต

สำหรับบริเวณชั้นในที่อยู่ใกล้ผิวดาวมากที่สุด เปรียบเสมือน “ห้องเครื่อง” ที่ขับเคลื่อนลมดาวฤกษ์ มีความหนาแน่นสูงและโครงสร้างซับซ้อน จึงเป็นพื้นที่ที่สังเกตการณ์ได้ยาก ทีมนักดาราศาสตร์จึงเลือกใช้โมเลกุลซิลิกอนมอนอกไซด์ (SiO) มาช่วยทำหน้าที่เสมือน “สายสืบ” สำหรับแกะรอยสภาพแวดล้อมบริเวณดังกล่าว เนื่องจาก SiO เป็นหนึ่งในโมเลกุลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการก่อตัวของฝุ่นซิลิเกต และสามารถปลดปล่อยสัญญาณสเปกตรัมในระดับพลังงานที่แตกต่างกันตามสภาพแวดล้อม ทำให้นักดาราศาสตร์ใช้สัญญาณเหล่านี้ตรวจสอบอุณหภูมิ ความหนาแน่น และการเคลื่อนที่ของแก๊สในจุดกำเนิดลมดาวฤกษ์ได้ละเอียดมากขึ้น

ดร. บรรณวิชญ์ พิมพานุวัตร กล่าวว่า โครงการ ATOMIUM (ALMA Tracing the Origins of Molecules In dUst-forming oxygen-rich M-type stars) เป็นโครงการวิจัยขนาดใหญ่ โดยใช้เครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ Atacama Large Millimeter/submillimeter Array (ALMA) ศึกษาองค์ประกอบและสัณฐานวิทยาของลมดาวฤกษ์จากดาวใกล้สิ้นอายุขัยที่อุดมด้วยออกซิเจน สำหรับงานวิจัยครั้งนี้ ได้สังเกตการณ์ดาวฤกษ์ AGB ประเภทดังกล่าวจำนวน 14 ดวง และตรวจพบเส้นสเปกตรัมของ SiO ในช่วงคลื่นความถี่ 214-270 GHz (เทียบเท่าช่วงความยาวคลื่นประมาณ 1 มิลลิเมตร) มากถึง 16 เส้น ครอบคลุมสถานะสั่นของโมเลกุล (vibrational state) ตั้งแต่ v = 0 ไปจนถึง v = 8 ซึ่งถือเป็น “สถานะพลังงานของ SiO สูงที่สุดเท่าที่เคยตรวจพบ” ในดาวฤกษ์ประเภท AGB ณ ปัจจุบัน โดยเส้นสเปกตรัมนี้มีค่าพลังงานระดับบนเทียบเป็นอุณหภูมิ (upper-state energy) สูงถึงประมาณ 13,700 เคลวิน ซึ่งสูงกว่าอุณหภูมิโดยทั่วไปของแก๊สในบริเวณชั้นในของ CSE รอบดาวฤกษ์ AGB เกือบ 10 เท่า

การที่โมเลกุล SiO จะถูกกระตุ้นขึ้นไปอยู่ในระดับพลังงานสูงเช่นนี้ บ่งชี้ว่าสภาพแวดล้อมใกล้ผิวดาวต้องมีความสุดขั้วและซับซ้อนอย่างมาก ซึ่งอาจเป็นผลจากคลื่นกระแทก (shock waves) ที่เกิดจากการยุบและขยายตัวของดาว การกระตุ้นด้วยสนามรังสีอินฟราเรดที่เข้มข้น (radiative pumping) การชนกันของโมเลกุล (collisional excitation) หรือสภาวะไม่สมดุลทางอุณหพลศาสตร์เฉพาะที่ (non-local thermodynamic equilibrium; non-LTE)

นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่าสัญญาณ SiO หลายเส้นมีลักษณะเป็น “เมเซอร์” (maser) หรือการขยายสัญญาณคลื่นวิทยุและไมโครเวฟตามธรรมชาติในอวกาศ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ “เลเซอร์” ที่เรารู้จักกันดีในช่วงคลื่นที่ตามองเห็น เมเซอร์เกิดขึ้นเมื่อโมเลกุลจำนวนมากถูกกระตุ้นให้อยู่ในสภาวะที่ระดับพลังงานสูงมีประชากรมากกว่าปกติ (population inversion) ทำให้สัญญาณเพิ่มความเข้มขึ้นอย่างมากผ่านการเปล่งแสงแบบถูกเร้า (stimulated emission) ด้วยความสว่างของเมเซอร์ ประกอบกับเมเซอร์มักกระจุกตัวอยู่ในบริเวณเล็ก ๆ นักดาราศาสตร์จึงตรวจจับได้ง่ายกว่าการแผ่รังสีเนื่องจากความร้อน (thermal emission) ที่จางและกระจายตัวกว้างกว่า อีกทั้งยังสามารถระบุตำแหน่งของกลุ่มแก๊สได้แม่นยำ ช่วยให้เราเห็นรายละเอียดเชิงมุมของบริเวณใกล้ผิวดาวฤกษ์ AGB ซึ่งเป็นบริเวณที่ลมดาวฤกษ์กำลังเริ่มก่อตัวได้ดีขึ้น

ภาพข้อมูลความละเอียดสูงจาก ALMA ยังเผยให้เห็นว่า แก๊สพลังงานสูงรอบดาวเหล่านี้อาจไม่ได้กระจายตัวเป็นวงแหวนรอบดาว (ring-like structures) อย่างเรียบง่าย แต่กลับมีโครงสร้างซับซ้อน เป็นก้อนแก๊ส (clumps) และส่วนโค้ง (arcs) พร้อมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงความเร็วตามตำแหน่ง (velocity gradients) สอดรับกับกระบวนการยุบและขยายตัวของดาวที่ส่งคลื่นกระแทกผลักดันแก๊สบางส่วนให้ออกจากดาว ในขณะที่แก๊สบางส่วนที่ยังมีพลังงานไม่พอจะหลุดพ้น ก็อาจตกกลับคืนสู่ดาวภายใต้แรงโน้มถ่วง

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยพบประเด็นที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมว่า แม้ดาวดวงนั้นจะมีอัตราการสูญเสียมวลมาก แต่ไม่ใช่สิ่งที่บ่งชี้ว่าจะตรวจพบเส้นสเปกตรัม SiO ในช่วงความยาวคลื่นมิลลิเมตรจำนวนมากในดาวดวงดังกล่าวเสมอไป ซึ่งหมายความว่า การก่อตัวของลมดาวฤกษ์อาจไม่ได้ถูกควบคุมด้วยปริมาณมวลสารเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับโครงสร้างสามมิติของกลุ่มแก๊ส จังหวะการยุบและขยายตัวของดาว คลื่นกระแทก และการก่อตัวของฝุ่น ซึ่งเป็นโจทย์ท้าทายให้นักดาราศาสตร์ต้องศึกษาต่อไป ผ่านแบบจำลองคอมพิวเตอร์และการสังเกตการณ์ระยะยาวในอนาคต

งานวิจัยชิ้นนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลสังเกตการณ์จริงเข้ากับทฤษฎีการสิ้นอายุขัยของดาวฤกษ์ที่คล้ายดวงอาทิตย์ และแสดงถึงการขับเคลื่อนดาราศาสตร์ยุคใหม่เพื่อตอบคำถามสำคัญว่า “การตายของดาวฤกษ์” นั้น แท้จริงแล้วเกี่ยวข้องกับจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์สรรพสิ่งใหม่ในเอกภพอย่างไร