มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงาน “CMU SUSTAINABILITY IN ACTION: Transformation Through Collaboration Leadership Dinner” เมื่อวันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องเดอะ แม่ปิง แกรนด์ บอลรูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจและผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และต่อยอดความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้าน “การศึกษาและความยั่งยืน” ทั้งในระดับองค์กรและระดับประเทศ
การจัดงานครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อเชื่อมโยงผู้นำจากสองภาคส่วนหลัก ได้แก่ ภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนรูปแบบการจัดการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (Cooperative and Work-Integrated Education: CWIE) ตลอดจนการพัฒนาแนวทางและหลักสูตรการเรียนการสอนร่วมกันในอนาคต อันจะนำไปสู่การผลิตบัณฑิตและพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพมีสมรรถนะสอดคล้องกับความต้องการของโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะในมิติด้านความยั่งยืนตามแนวคิด ESG ได้แก่ สิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21
ในการนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวเปิดงานและมอบนโยบายในหัวข้อ “บทบาทของมหาวิทยาลัยในการสร้างพลเมืองโลกเพื่อความยั่งยืน” โดยเน้นย้ำว่า มหาวิทยาลัยในยุคปัจจุบันมิได้มีบทบาทเพียงถ่ายทอดองค์ความรู้ หากแต่ต้องเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม สร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ มีความรับผิดชอบต่อโลก และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ พร้อมส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่เชื่อมโยงกับบริบทของชุมชน สังคม และประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
ศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ตอกย้ำวิสัยทัศน์และบทบาทในฐานะ “มหาวิทยาลัยชั้นนำที่รับผิดชอบต่อสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม” โดยมุ่งขับเคลื่อนพันธกิจด้านการสร้างคนให้สอดคล้องกับนโยบายระดับชาติ และตอบรับต่อบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังคงได้เน้นย้ำบทบาทความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนในเวทีนานาชาติ ที่ได้รับการจัดอันดับที่ 44 ของโลก จาก “THE University Impact Rankings 2025” ซึ่งเป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการบูรณาการองค์ความรู้ การวิจัย และนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมในทุกมิติอย่างเป็นรูปธรรม
CMU Sustainability in Action 2025 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการผนึกกำลังจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางอนาคตของการศึกษาไทย และยกระดับสังคมไปสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ บนพื้นฐานของความร่วมมือ ความรับผิดชอบ และจิตสำนึกต่อส่วนรวม โดยภายในงานได้มีการบรรยายและการเสวนาจากผู้นำองค์กรภาคธุรกิจและผู้บริหารมหาวิทยาลัย เพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านการบริหารจัดการองค์กรในประเด็นที่สำคัญผ่านบทบาทของการศึกษาและภาคธุรกิจ ต่อการขับเคลื่อนความยั่งยืน และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนาบัณฑิตในอนาคต
ในโอกาสเดียวกันนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และผู้เข้าร่วมงานทุกท่านได้ร่วมแสดงความอาลัย และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ต่อการเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย และทรงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ พระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่นี้จักสถิตอยู่ในดวงใจของพสกนิกรชาวไทยตราบนานเท่านาน





เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท ทวีทองการเกษตร จำกัด จัดงาน “นวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตรซันสวีทและทวีทอง ครั้งที่ 1” ณ สำนักงานทวีทอง สาขาหนองกลับ อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย โดยมีเกษตรกรกว่า 400 รายจากหลายพื้นที่เข้าร่วม พร้อมด้วยผู้แทนภาครัฐและท้องถิ่น เช่น รักษาการเกษตรจังหวัดสุโขทัย นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรอำเภอสวรรคโลก นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองกลับ และกำนันตำบลหนองกลับ สะท้อนถึงความร่วมมือที่เข้มแข็งของทุกภาคส่วนในการพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวโพดหวานไทยอย่างยั่งยืน
นางอัมพันธ์ สุริยัง ผู้อำนวยการฝ่ายห่วงโซ่อุปทาน บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การยกระดับรายได้ให้เกษตรกรจากการปลูกข้าวโพดหวานเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เกิดการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นราว 20–25% ต่อปี โดยบริษัทเดินหน้าส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดความสูญเสีย และลดต้นทุนการเพาะปลูก ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ SUN ในการสร้างระบบเกษตรกรรมที่มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาวให้แก่เกษตรกร
นอกจากนี้ SUN ยังตั้งเป้าพัฒนาไร่คู่กับความร่วมมือไปสู่ “เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming)” ผ่านการนำเครื่องมือเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เซนเซอร์ IoT สำหรับวัดสภาพดิน–น้ำ–อากาศ, โดรนเพื่อการพ่นปุ๋ย–สำรวจแปลง, ภาพถ่ายดาวเทียม, ระบบ AI วิเคราะห์สภาพแปลง และ Big Data สำหรับวางแผนการผลิต มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะปลูก ลดต้นทุนแรงงาน และเพิ่มความแม่นยำในการจัดการไร่
ภายในงาน มีบริษัทคู่ค้ากว่า 26 แห่งร่วมจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย วัสดุเกษตร ระบบควบคุมแปลงเพาะปลูก และโซลูชันการเกษตรสมัยใหม่ อาทิ แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์, ซินเจนทา ซีดส์ (ประเทศไทย), เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส์, อีสท์ เวสท์ ซีด, ไบเออร์ไทย, เกษตรพัฒนาอุตสาหกรรม และลิสเซิลฟิลด์ โดยร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพให้เกษตรกร ทั้งการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ การจัดการน้ำอย่างแม่นยำ การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารต้นทุนในไร่ และการใช้ข้อมูลเพื่อวางแผนการเก็บเกี่ยว
งานครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีด้านเทคโนโลยีเกษตรเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบเกษตรกรรมในพื้นที่สู่ Agri-Tech Model ที่ทันสมัยและยั่งยืนมากขึ้น ช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ปรับตัวต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และสร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว เกิดเป็นความเข้มแข็งของชุมชนเกษตร และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเกษตรกรรมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

คุณคริส เวลส์, กรรมการผู้จัดการ, วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย และมาเลเชีย กล่าวว่า “Volvo ES90 ผสานความทันสมัยของเทคโนโลยี ดีไซน์การออกแบบอันเรียบหรูสไตล์สแกนดิเนเวียน และความกว้างขวางสะดวกสบายของห้องโดยสารไว้ในรถเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ในแบบพรีเมี่ยมตามแบบฉบับวอลโว่ Volvo ES90 ตอกย้ำความมุ่งมั่นสู่ความเป็นผู้นำด้านยนตรกรรมไฟฟ้าของเราได้อย่างดีเยี่ยมผ่านการออกแบบที่ควบคุมการทำงานของรถด้วยซอฟต์แวร์ และการประมวลผลผ่านชิปเซ็ตที่ทรงพลัง ทั้งยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กลุ่มผลิตภัณฑ์รถวอลโว่ในประเทศไทย ปัจจุบันวอลโว่อยู่คู่กับคนไทยมามากกว่า 50 ปี และเรายังคงมุ่งมั่นในการนำเสนอนวัตกรรมที่ทันสมัยเพื่อเสริมประสิทธิภาพให้การขับขี่ มอบความปลอดภัยในการเดินทาง และร่วมสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาความไว้ใจที่ลูกค้าวอลโว่ในประเทศไทยมีต่อแบรนด์เสมอมาจากรุ่นสู่รุ่น”
ไฟหน้าดีไซน์ Thor’s Hammer คงเอกลักษณ์ของวอลโว่ ไฟท้าย LED จัดวางเรียงตามทรงลาดท้ายของหลังคาเชื่อมกับไฟท้ายรูปทรงตัว C ที่เสริมความโดดเด่นให้ท้ายของตัวรถ พร้อมแพทเทรินการแสดงไฟสัญลักษณ์เพื่อต้อนรับและอำลาตามแบบฉบับของวอลโว่ ตัวรถมาพร้อมสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 5 สี รวมถึงสีใหม่อย่าง สีเงิน Aurora Silver
จอแสดงผลส่วนกลางขนาด 14.5 นิ้ว ช่วยให้ผู้ขับและผู้โดยสารสามารถเข้าถึงฟังก์ชัน เช่น ระบบนำทาง ระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์, ฟังก์ชันควบคุมอุณหภูมิภายในห้องโดยสาร ฟังก์ชันการโทรและรับสาย และอื่น ๆ และเพื่อช่วยให้การจอดรถเป็นเรื่องที่ง่ายยิ่งขึ้น Volvo ES90 ยังมาพร้อมกล้องรอบคันแบบ 360 องศา ที่รองรับการแสดงผลแบบ 3 มิติใหม่ล่าสุด เพื่อมอบความอุ่นใจ และความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับในทุกครั้งที่ต้องจอดในที่แคบ
นอกจากนี้ ES90 ยังเป็นรถไฟฟ้าคันแรกของวอลโว่ที่มาพร้อมชิปประมวลผล NVIDIA DRIVE AGX Orin แบบคู่ ทำให้รถมีพลังในการประมวลผลด้วย คอร์ คอมพิ้วติ้ง มากกว่าที่เคยมีมา ซึ่งประสิทธิภาพในการประมวลผลขั้นสูงนี้ช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และประสิทธิภาพของตัวรถให้เพิ่มขึ้นจากการผสานการทำงานระหว่างข้อมูล ซอฟต์แวร์ และ AI
สานต่อความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืน
Volvo ES90 มีโครงสร้างตัวถังนิรภัยที่แข็งแกร่ง ระบบป้องกันการชนขั้นสูง รวมถึงมีพื้นที่ในการซับแรงกระแทกที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดี นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยในการขับขี่ แบบแอคทีฟผ่านการใช้งานเซนเซอร์ล้ำสมัยรวมถึงเรดาห์ 5 ตัว, กล้อง 7 ตัว และเซนเซอร์อัลตราโซนิก 12 ตัว











วันนี้ (20 พ.ย. 68) ที่ บริเวณพื้นที่สาธารณประโยชน์ริมแม่น้ำปิง เชิงสะพานเม็งราย ต.วัดเกตุ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานและเป็นสักขีพยานในพิธีส่งมอบโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรองรับและการไหลของแม่น้ำปิง หรือ “โครงการขุดลอกแม่น้ำปิง” เพื่อป้องกันอุทกภัยเขตเมืองเชียงใหม่ระยะเร่งด่วน ระหว่าง พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ส่งมอบโครงการให้กับ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้บริหารกระทรวง หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนชาวเชียงใหม่ ร่วมพิธี
โครงการดังกล่าวดำเนินการโดยสำนักงานพัฒนาภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เพื่อแก้ปัญหาการระบายน้ำของแม่น้ำปิงที่ถูกตะกอน หิน ดิน และทรายทับถมกีดขวางทางน้ำเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่เมื่อช่วงเดือนกันยายน ถึง ตุลาคม 2567 เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ทั้งในด้านชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ภาคการเกษตร รวมถึงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สร้างความเสียหายรวมกว่า 5,000 ล้านบาท และยังต้องจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือประชาชนอีกจำนวนมาก
โดยจังหวัดเชียงใหม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล โดยให้สำนักงานพัฒนาภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา โครงการชลประทานเชียงใหม่ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินโครงการเร่งด่วน แบ่งการดำเนินการเป็น 5 ตอน ขุดลอกแม่น้ำปิงครอบคลุมระยะทางรวมกว่า 41 กิโลเมตร ตั้งแต่ตำบลสันโป่ง อำเภอแม่ริม ผ่านเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ ลงถึงตำบลสบแม่ข่า อำเภอหางดง ล่าสุด ได้ดำเนินงานแล้วเสร็จสมบูรณ์แล้ว 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำ ลดความเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำในเขตเมืองในปีนี้ได้เป็นอย่างดี
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวภายในงานว่า การขุดลอกดินตะกอนที่สะสมมานานกว่า 1.7 ล้านลูกบาศก์เมตร ในครั้งนี้ นับเป็นการสร้างความมั่นคงทางน้ำให้กลับคืนสู่พี่น้องชาวเชียงใหม่ พร้อมชื่นชมทุกหน่วยงานที่ทำงานอย่างเข้มแข็งและเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเพิ่มความกว้าง ความลึกของแม่น้ำให้รับน้ำหลากได้มากขึ้น และลดปัญหาอุทกภัยของจังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจนสร้างความมั่นคงในฤดูแล้งให้ประชาชนมีน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค ส่วนทรายที่นำขึ้นมาก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายด้าน ซึ่งช่วยลดภาระงบประมาณของภาครัฐได้กว่า 700 ล้านบาท หลังจากนี้จะต้องบำรุงรักษาให้มีความต่อเนื่องและบริหารจัดการน้ำทั้งระบบครอบคลุมทั้งลุ่มน้ำปิงต่อไป อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมทั้งระบบในทุกจังหวัดนั้นต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก แต่เชื่อว่าจะมีความคุ้มค่ากว่าการจ่ายเงินเยียวยาให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบในทุก ๆ ปี และเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว เพราะช่วยทำให้ประชาชนไม่ประสบกับปัญหาอุทกภัยอีก





บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหาศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ ร่วมกับ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านนวัตกรรมกีฬาและแฟชันระดับโลก เปิดตัว “adidas Brand Center” สาขาแรกในภาคเหนืออย่างเป็นทางการ ณ ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ (เซ็นเฟส) ศูนย์กลางไลฟ์สไตล์และแฟชันของภาคเหนือ มอบประสบการณ์ใหม่แห่งการช้อปปิ้งสินค้าและเทคโนโลยีด้านกีฬา ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Here To Create”


นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมแถลงข่าวการจัดงานวิ่งเทรลสุนัขครั้งแรกของประเทศไทย “Pawfessional Dog Trail Spartan Race 4 กิโลเมตร ครั้งที่ 1” ที่ร้านวอร์มอัพคาเฟ่ งานดังกล่าวจัดขึ้นโดย ห้างหุ้นส่วนจำกัด หน้ายาว เอฟซี และจะจัดขึ้นในวัน เสาร์ที่ 20 ธันวาคม 2568 บนเส้นทางธรรมชาติ บ้านเม็ดบัว 333 สนามยิงปืน ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
โครงการนี้เกิดจากประสบการณ์การฝึกสุนัขยาวนานเกือบ 20 ปี มีจุดมุ่งหมายยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงสัตว์ พร้อมส่งเสริมให้สังคมตระหนักถึงคุณค่าของการทำกิจกรรมร่วมกับสัตว์เลี้ยง และผลักดันให้สถานที่สาธารณะต่างๆ เปิดรับสุนัขที่ผ่านการดูแลและปรับพฤติกรรมอย่างเหมาะสม
งานนี้ยังมี อินฟลูเอนเซอร์และนักผจญภัยชื่อดังหลายท่านเข้าร่วมแข่งขัน อาทิ แรมโบ้พาลุย และ หมอเปลพาลุย สร้างสีสันและแรงบันดาลใจให้ผู้เข้าร่วม พร้อมกิจกรรมสุดพิเศษหลังการแข่งขัน ได้แก่ ดนตรีสด (Live Music) ฟู้ดทรัค (Food Trucks) กิจกรรมของรางวัล (Giveaways) โซนชิลล์เอาท์ ตลาดนัดอาหารทั้งของคนและของน้องหมา เวิร์คช็อปของน้องหมาจากโรงพยาบาลและร้านค้าชั้นนำในเชียงใหม่ ช็อปอุปกรณ์นักวิ่ง

บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) หรือ SUN ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวโพดหวานแปรรูปและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปอื่น ๆ ภายใต้แบรนด์ “KC” รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2568 มีกำไรสุทธิ 159.10 ล้านบาท และรายได้รวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 2,664.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน


