เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 สำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ชูต้นแบบ BCG Model ผ่านโครงการต้นแบบเมืองอัจฉริยะพลังงานสะอาด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และโครงการที่เป็น Success Case ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนฯ โดยมีผลลัพธ์ด้านการอนุรักษ์พลังงานที่เป็นรูปธรรม พร้อมเชิญชวนหน่วยงานยื่นข้อเสนอเพื่อรับจัดสรรเงินกองทุนฯ ปีงบ 2568 ที่ยังยื่นได้ถึง 17 ก.ย. เวลา 16:30 น.
นายรัฐฉัตร ศิริพานิช ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) เปิดเผยว่า กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานเป็นทุนหมุนเวียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือ หรืออุดหนุนการดำเนินงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการอนุรักษ์พลังงาน ภายใต้การจัดตั้งตาม พ.ร.บ.การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งที่ผ่านมากองทุนได้จัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนโครงการด้านการอนุรักษ์พลังงาน และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการอนุรักษ์พลังงาน ให้แก่ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา องค์กรเอกชนไม่แสวงหาผลกำไร ผู้ประกอบกิจการโรงงานและอาคาร กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และประชาชนในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร และเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในการลดการใช้พลังงานได้มากกว่า 3,573 ktoe คิดเป็นมูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท/ปี ในช่วงปี 2557 ถึงปัจจุบัน
ในการเดินทางมาศึกษาดูงานที่ศูนย์บริหารจัดการเมืองเพื่อความยั่งยืน และศูนย์บริหารจัดการชีวมวลแบบครบวงจร รวมถึงตัวอย่างโครงการศึกษาของสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครั้งนี้ ถือว่าเป็นต้นแบบโครงการ BCG Model หรือการพัฒนาเศรษฐกิจ 3 มิติ ไปพร้อมกัน ประกอบด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญเป็นโมเดลเศรษฐกิจใหม่สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
สำหรับโครงการต้นแบบเมืองอัจฉริยะพลังงานสะอาด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU Smart City-Clean Energy) เป็นหนึ่งใน 6 ต้นแบบที่กองทุนฯ ได้จัดสรรงบประมาณ 115,005,500 บาท เพื่อริเริ่ม “โครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities-Clean Energy)” ในปี 2559 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงกำไร สถาบันการศึกษาเพื่อออกแบบพัฒนาเมืองของตนเองไปสู่เมืองอัจฉริยะ
โครงการมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 32,370 ตันคาร์บอนไดออกไซด์/ปี ใน 20 ปี หรือคิดเป็นร้อยละ 55.5 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2558 นอกจากนั้นยังมุ่งเน้นเป็นต้นแบบการจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมครบวงจรให้กับเมืองข้างเคียงได้พัฒนาสู่สังคมสีเขียวแบบอัจฉริยะ ส่งผลต่อชุมชนรอบข้างให้สามารถใช้ประโยชน์พื้นที่สีเขียวในเมืองมหาวิทยาลัย มีความสะดวกสบายในการสัญจรเพิ่มขึ้น และสามารถเรียนรู้ระบบบริหารจัดการในเมืองมหาวิทยาลัยเพื่อใช้เป็นต้นแบบในการปรับใช้กับชุมชนได้อีกด้วย

ทั้งนี้ โครงการมีผลประหยัดพลังงานที่เกิดขึ้นจริงได้ 28.62% หรือ 34,220,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง/ปี ลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 51.08% หรือ 32,370.68 ตัน/ปี สามารถผลิตพลังงานจากโซลาร์บนหลังคาได้ 19 เมกะวัตต์ ผลิตไบโอแก๊สจากขยะ 0.3 เมกะวัตต์ และมีโรงไบโอแก๊ส (ไขมันจากโรงอาหาร) 0.5 เมกะวัตต์ รวมผลิตพลังงานได้ 19.8 เมกะวัตต์ หรือเทียบเท่ากับ 51.14%ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด รวมทั้งมีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) และโซลาร์น้้าร้อน 20,000 ลิตร/วัน
“ผลลัพธ์ที่กองทุนฯ คาดหวังคือ เมืองไทยจะมีแผนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ โดยเฉพาะในบริบทของการลดสภาวะโลกร้อนที่คำนึงถึงการใช้พลังงานสะอาด ช่วยลดพลังงาน ลดคาร์บอน และสร้างเมืองที่น่าอยู่และยั่งยืนสำหรับอนาคตต่อไป มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็เป็นพันธมิตรที่ดีของกองทุนฯ และเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการที่ผ่านมา ที่ได้มีการพัฒนาและยกระดับการดำเนินการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างต่อเนื่องจนได้รับรางวัลและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล มีการนำเทคโนโลยีด้านพลังงานต่าง ๆ ที่เคยได้รับการสนับสนุนเงินจากกองทุนฯ เช่น ระบบก๊าซชีวภาพ การแปรรูปขยะเป็นพลังงาน การดัดแปลงรถยนต์เป็นรถไฟฟ้าและงานวิจัยอื่นๆ มาประยุกต์ใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยฯ” ผู้จัดการ ส.กทอ.กล่าว

นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชมศูนย์บริหารจัดการชีวมวลแบบครบวงจรของมหาวิทยาลัยฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์เมืองอัจฉริยะของมหาวิทยาลัยฯ มุ่งเน้นกำจัดขยะอย่างยั่งยืน โดยนำขยะจากหอพักและโรงอาหารมาผลิตเป็นไบโอแก๊ส เพื่อนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิง CBG (Compressed Biomethane Gas) หรือก๊าซไบโอมีเทนอัด คือเชื้อเพลิงที่ได้จากการนำก๊าซชีวภาพ (Biogas) มาปรับปรุงคุณภาพ มีคุณสมบัติเทียบเท่าก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV)
การบริหารจัดการชีวมวลแบบครบวงจรสามารถลดปริมาณขยะที่ต้องฝังกลบและเผาได้ประมรณ 4,500 ตัน/ปี ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 10,900 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยขยะอินทรืย์ 1 ตัน สามารถสร้างประโยชน์รวมได้มากถึง 1,500 – 2,000 บาท ซึ่งมาจากการผลิตก๊าซ การลดคาร์บอน และการประหยัดค่าขนส่ง ซึ่งโครงการนี้ก็ถือเป็นต้นแบบน่าสนใจในการนำเทคโนโลยีมาใช้แก้ปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อม พร้อมกับสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม

“ทั้งนี้ ยังมีตัวอย่างโครงการภายใต้การสนับสนุนของกองทุนฯ ประสบผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะจากสถาบันวิจัยพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงเล็งเห็นว่าหน่วยงานหรือองค์กรที่มีสิทธิ์ยื่นขอรับจัดสรรเงินกองทุนฯ ปีงบประมาณ 2568 ควรให้ความสำคัญกับกลไกนี้ของกองทุนฯ เพื่อเป็นการช่วยผลักดันหน่วยงานให้มีความพร้อมก้าวไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยล่าสุดทางคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้ขยายระยะเวลาการเปิดรับข้อเสนอโครงการด้านการอนุรักษ์พลังงาน และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการอนุรักษ์พลังงาน ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 17 กันยายน 2568 จึงอยากเชิญชวนหน่วยงานเข้าร่วมยื่นข้อเสนอเพื่อรับทุนสนับสนุน ซึ่งในภาพรวมจะเกิดผลประหยัดพลังงานในวงกว้าง รวมทั้งเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนในประเทศมากขึ้นด้วย” ผู้จัดการ ส.กทอ.กล่าวในท้ายที่สุด

ชมรมนักเรียนเก่าปทุมคงคา เชียงใหม่ โดย ดร.สนธยา เครือเวทย์ รองอธิบดีอัยการภาค 5 ประธานชมรม เป็นประธานพิธีเปิด การแข่งขันฟุตบออลจตุรเทพ 4 สถาบัน จ.เชียงใหม่ BIG 4 Family CUP 2025 ครั้งที่ 2 เนื่องในโอกาส 125 ปี ปทุมคงคา ชิงถ้วยรางวัลชนะเลิศจาก ดร.สนธยา เครือเวทย์ รองอธิบดีอัยการภาค 5 ท่านศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พล ต ต พิเชษฐ์ จิระนันตเสน รองผู้บัญชาการตำรวจภาค 5 และ นายสิงห์คาล เครือบุญ ประธานชมรมกีฬาฟุตบอลสื่อมวลชนเชียงใหม่ และการแข่งขันฟุตบอลมิตรภาพคู่พิเศษระหว่างทีมสื่อมวลชน จ.เชียงใหม่ กับทีม VIPปทุมคงคา นำทีมโดย ประทีป ปานขาว โดยจัดการแข่งขัน ณ สนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 24 สิงหาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.30 น.ถึง 15.00 น.







เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่ตำรวจภูธรภาค 5 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ร่วมกันแถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ หลังจากเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 335 ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ในพื้นที่ได้จับกุมผู้ต้องหา 1 คน ทราบชื่อคือนายดำรัส อายุ 33 ปี ชาวตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมของกลาง ไอซ์ จำนวน 700 กิโลกรัม
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ปฏิบัติการจับกุมครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้ เป็นเครื่องยืนยันว่าเมื่อทุกหน่วยงานร่วมมือกันอย่างจริงจัง โดยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลและเป็นปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลมุ่งแก้ไขปัญหาขจัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชน ตั้งแต่การป้องกัน ปราบปราม และการฟื้นฟู โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างรถเอกซเรย์มาปรับใช้ด้วย เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ในการตรวจค้นยาเสพติด พร้อมกันนี้ ยังได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกนายที่ได้เสียสละทำงานอย่างเข้มข้นมาโดยตลอดเพื่อยุติปัญหาภัยคุกคามจากยาเสพติด
สำหรับปฏิบัติการดังกล่าวได้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งข่าวว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากจากบ้านป่าบงงาม ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เข้ามายังพื้นที่ตอนในของประเทศ กระทั่งเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 เวลา 02.00 น. เจ้าหน้าที่ได้พบรถยนต์ โตโยต้า ไทเกอร์ ทะเบียน ผพ 1068 เชียงใหม่ กำลังขับออกจากสวนจึงได้เข้าไปแสดงตัวควบคุมรถยนต์และนายดำรัส ซึ่งเป็นคนขับรถไว้
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่อีกหนึ่งชุดปฏิบัติการได้เข้าไปตรวจสอบบริเวณสวนที่แหล่งข่าวแจ้งว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ พบชายอีก 2 คนยืนอยู่บริเวณดังกล่าว เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่จึงได้อาศัยความมืดและความชำนาญในพื้นที่วิ่งหลบหนีไปได้ และยังพบกระสอบที่ภายในบรรจุยาเสพติดชนิดไอซ์ จำนวน 28 กระสอบ กระสอบละประมาณ 25 กิโลกรัม น้ำหนักรวมทั้งสิ้นประมาณ 700 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ในกอกล้วย คลุมด้วยผ้าใบสีดำและปกคลุมด้วยกิ่งและใบลำไยเพื่ออำพรางไว้อีกชั้นหนึ่ง นอกจากนี้บริเวณกระท่อมในสวน ยังพบรถจักรยานยนต์ จำนวน 2 คัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาเสพติดทั้งหมดนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.นาหวาย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายสมชาติ วัฒนากล้า รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการขุดลอกลำน้ำในพื้นที่อำเภอสารภี เพื่อเร่งฟื้นฟูระบบระบายน้ำและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนมาอย่างยาวนาน
โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อขุดลอกตะกอนดินและกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำตลอดลำน้ำในพื้นที่อำเภอสารภี โดยเริ่มตั้งแต่ บ้านล้องปู่หม่น หมู่ที่ 11 ต.สันทราย ขุดลอกขึ้นไปจนถึง ต.ขัวมุง รวมระยะทางกว่า 4,500 เมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ปลายน้ำที่รองรับน้ำจากหลายตำบลการขุดลอกในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำและลดความเสี่ยงที่น้ำจะเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนของประชาชน
นายสมชาติกล่าวว่า “โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการบริหารจัดการน้ำของ อบจ. เชียงใหม่ ที่มุ่งมั่นจะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้เราเห็นความก้าวหน้าของการทำงานและสามารถเร่งรัดให้โครงการแล้วเสร็จตามกำหนด เพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอสารภีได้คลายความกังวลจากปัญหาน้ำท่วม”


นอกจากนี้ ทชม. ยังได้คัดเลือกสถานที่ศึกษาดูงานอื่น ๆ ที่สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนาท่าอากาศยานในมิติต่าง ๆ อย่างครอบคลุม ทั้งในด้านการสร้างประสบการณ์แบบครบวงจร การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การออกแบบพื้นที่ให้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการส่งเสริมสินค้าและบริการของท้องถิ่น เพื่อนำแนวคิดเหล่านี้ไปปรับใช้ในการยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ให้สามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ โดยเฉพาะจากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องและมีกำลังซื้อมั่นคง










บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) หรือ SUN ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวโพดหวานแปรรูปและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปอื่นๆ ภายใต้แบรนด์ “KC” โชว์ผลงานครึ่งปีแรกของปี 2568 ที่เติบโตอย่างน่าพอใจ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจผันผวน โดยมีรายได้รวมและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แผนธุรกิจครึ่งปีหลัง: ปั้นรายได้สินค้าพร้อมทาน-รุกตลาดสะดวกซื้อต่างประเทศ
นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาสินค้า พร้อมทาน ซึ่งจะช่วยให้สามารถขยายตลาดในต่างประเทศได้กว้างขึ้น โดยเฉพาะการรุกเข้าสู่ร้านสะดวกซื้อในต่างประเทศ


เชียงใหม่ – บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) หรือ SUN ผู้ผลิตและส่งออกข้าวโพดหวานชั้นนำของไทย เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมอาหารสู่มาตรฐานสากล ลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างโรงงานผลิตข้าวโพดหวานในบรรจุภัณฑ์ Tetra Recart ร่วมกับ บริษัท เน็กซ์พลัส เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด มูลค่าการก่อสร้าง 28.5 ล้านบาท และมูลค่าโครงการรวมกว่า 240 ล้านบาท ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG (Environmental, Social, and Governance) เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว












เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 พลอากาศเอกมนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) พร้อมด้วยนายศรัณย เบ็ญจนิรัตน์ รองผู้อำนวยการสายงานพัฒนาเศรษฐกิจการบิน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมท่าอากาศยานเชียงใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการตรวจประเมินด้านการรักษาความปลอดภัย จากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ภายใต้โครงการ Universal Security Audit Programme – Continuous Monitoring Approach (USAP-CMA) ซึ่งมีกำหนดในช่วงปลายปีนี้ โดยมีนายวิสูตร คำยอด รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ (สายปฏิบัติการและบำรุงรักษา) พร้อมผู้บริหารท่าอากาศยานเชียงใหม่ ผู้แทนฝ่ายมาตรฐานและควบคุมคุณภาพการรักษาความปลอดภัยกิจการการบิน ทอท. ผู้แทนสายการบิน ผู้ให้บริการภาคพื้น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูลความคืบหน้าการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของ CAAT
ท่าอากาศยานเชียงใหม่ถือเป็นท่าอากาศยานสำคัญของประเทศไทย ที่มีบทบาทรองรับผู้โดยสารทั้งในและต่างประเทศ ด้วยเที่ยวบินตรงสู่กว่า 30 จุดหมายปลายทางใน 12 ประเทศ มีเที่ยวบินเฉลี่ย 180 เที่ยวต่อวัน และมีผู้โดยสารกว่า 25,000 คนต่อวัน โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินงานตามมาตรฐาน ICAO และ CAAT อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี เพื่อยกระดับความพร้อมในการตรวจประเมิน ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้ร่วมมือกับสายการบิน ผู้ให้บริการภาคพื้น และหน่วยงานต่าง ๆ เร่งดำเนินการปรับปรุงพื้นที่และกระบวนการบางส่วนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการให้บริการในระยะสั้น ท่าอากาศยานเชียงใหม่จึงเตรียมมาตรการรองรับและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดต่อผู้โดยสาร การตรวจประเมินจาก ICAO ในครั้งนี้นับเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการรักษาความปลอดภัยด้านการบินของประเทศไทย และจะส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์และสถานะของประเทศในอุตสาหกรรมการบินระหว่างประเทศ


