อบจ. เปิดงาน “ โครงการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่” เพื่อส่งเสริมรากฐานของวัฒนธรรมที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 นายธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล รองนายก อบจ.เชียงใหม่ ประธานในพิธีกล่าวเปิดงานฯ ,นางวิทยาลักษณ์ สามใจ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และพันจ่าเอกวิทยา ลีละศาสตร์ รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ร่วมกันเปิดงาน โครงการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 28-29 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่

นายธีรพัฒน์ ต้นพิริยะกุล รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่ากระผมได้รับมอบหมายจากท่านพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ให้มาเป็นประธานในพิธีเปิด โครงการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจัดขึ้น ในระหว่างวันที่ 28 – 29 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่

จังหวัดเชียงใหม่ เป็นดินแดนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และอุดมไป ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ทรงคุณค่า ภูมิปัญญาเหล่านี้ไม่เพียงเป็นรากฐาน ของวัฒนธรรม หากยังเป็นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจที่สามารถพัฒนา และต่อยอดได้ในปัจจุบัน การจัดโครงการครั้งนี้ จึงนับเป็นโอกาสอันดี ที่จะได้สืบสาน และเผยแพร่ให้ประชาชน เยาวชนรุ่นใหม่ให้เกิดความรู้สึก ภาคภูมิใจ ตลอดจนเป็นอัตลักษณ์ที่สร้างแรงดึงดูดให้กับนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ด้านพันจ่าเอก วิทยา ลีละศาสตร์ รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ได้ตระหนักถึงความสำคัญ ของการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นรากฐาน ทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า และเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งด้านศิลปะหัตถกรรม ศิลปะการแสดง วิถีชีวิต และภูมิปัญญาพื้นบ้าน ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

ด้วยเหตุนี้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ จึงได้จัดทำโครงการ สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ขึ้น ระหว่างวันที่ 28 – 29 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ คู่สังคมไทย เปิดโอกาสให้ประชาชน เยาวชน และนักท่องเที่ยว ได้เรียนรู้ และมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางวัฒนธรรม สนับสนุนให้ภูมิปัญญาท้องถิ่น สามารถต่อยอดสู่เชิงสร้างสรรค์ และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ของจังหวัดเชียงใหม่

ภายในงานมีกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การจัดแสดง นิทรรศการ การสาธิตงานหัตถกรรมและงานศิลป์ การแสดง ทางวัฒนธรรม การสัมมนาเชิงวิชาการ ตลอดจนกิจกรรมสาธิต ภูมิปัญญาเพื่อให้เยาวชนและผู้สนใจได้เรียนรู้และสัมผัส ประสบการณ์จริง

ส.กทอ. ชูโมเดล BCG ผลงานเด่นด้านอนุรักษ์พลังงานผ่านต้นแบบเมืองอัจฉริยะ มช. พร้อมกระตุ้นหน่วยงานในภูมิภาคยื่นขอจัดสรรทุนปี 2568

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 สำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ชูต้นแบบ BCG Model ผ่านโครงการต้นแบบเมืองอัจฉริยะพลังงานสะอาด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และโครงการที่เป็น Success Case ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนฯ โดยมีผลลัพธ์ด้านการอนุรักษ์พลังงานที่เป็นรูปธรรม พร้อมเชิญชวนหน่วยงานยื่นข้อเสนอเพื่อรับจัดสรรเงินกองทุนฯ ปีงบ 2568 ที่ยังยื่นได้ถึง 17 ก.ย. เวลา 16:30 น.

นายรัฐฉัตร ศิริพานิช ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) เปิดเผยว่า กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานเป็นทุนหมุนเวียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือ หรืออุดหนุนการดำเนินงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการอนุรักษ์พลังงาน ภายใต้การจัดตั้งตาม พ.ร.บ.การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งที่ผ่านมากองทุนได้จัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนโครงการด้านการอนุรักษ์พลังงาน และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการอนุรักษ์พลังงาน ให้แก่ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา องค์กรเอกชนไม่แสวงหาผลกำไร ผู้ประกอบกิจการโรงงานและอาคาร กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และประชาชนในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร และเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในการลดการใช้พลังงานได้มากกว่า 3,573 ktoe คิดเป็นมูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท/ปี ในช่วงปี 2557 ถึงปัจจุบัน

ในการเดินทางมาศึกษาดูงานที่ศูนย์บริหารจัดการเมืองเพื่อความยั่งยืน และศูนย์บริหารจัดการชีวมวลแบบครบวงจร รวมถึงตัวอย่างโครงการศึกษาของสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครั้งนี้ ถือว่าเป็นต้นแบบโครงการ BCG Model หรือการพัฒนาเศรษฐกิจ 3 มิติ ไปพร้อมกัน ประกอบด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญเป็นโมเดลเศรษฐกิจใหม่สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

สำหรับโครงการต้นแบบเมืองอัจฉริยะพลังงานสะอาด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU Smart City-Clean Energy) เป็นหนึ่งใน 6 ต้นแบบที่กองทุนฯ ได้จัดสรรงบประมาณ 115,005,500 บาท เพื่อริเริ่ม “โครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities-Clean Energy)” ในปี 2559 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงกำไร สถาบันการศึกษาเพื่อออกแบบพัฒนาเมืองของตนเองไปสู่เมืองอัจฉริยะ

โครงการมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 32,370 ตันคาร์บอนไดออกไซด์/ปี ใน 20 ปี หรือคิดเป็นร้อยละ 55.5 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2558 นอกจากนั้นยังมุ่งเน้นเป็นต้นแบบการจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมครบวงจรให้กับเมืองข้างเคียงได้พัฒนาสู่สังคมสีเขียวแบบอัจฉริยะ ส่งผลต่อชุมชนรอบข้างให้สามารถใช้ประโยชน์พื้นที่สีเขียวในเมืองมหาวิทยาลัย มีความสะดวกสบายในการสัญจรเพิ่มขึ้น และสามารถเรียนรู้ระบบบริหารจัดการในเมืองมหาวิทยาลัยเพื่อใช้เป็นต้นแบบในการปรับใช้กับชุมชนได้อีกด้วย

ทั้งนี้ โครงการมีผลประหยัดพลังงานที่เกิดขึ้นจริงได้ 28.62% หรือ 34,220,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง/ปี ลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 51.08% หรือ 32,370.68 ตัน/ปี สามารถผลิตพลังงานจากโซลาร์บนหลังคาได้ 19 เมกะวัตต์ ผลิตไบโอแก๊สจากขยะ 0.3 เมกะวัตต์ และมีโรงไบโอแก๊ส (ไขมันจากโรงอาหาร) 0.5 เมกะวัตต์ รวมผลิตพลังงานได้ 19.8 เมกะวัตต์ หรือเทียบเท่ากับ 51.14%ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด รวมทั้งมีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) และโซลาร์น้้าร้อน 20,000 ลิตร/วัน

“ผลลัพธ์ที่กองทุนฯ คาดหวังคือ เมืองไทยจะมีแผนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ โดยเฉพาะในบริบทของการลดสภาวะโลกร้อนที่คำนึงถึงการใช้พลังงานสะอาด ช่วยลดพลังงาน ลดคาร์บอน และสร้างเมืองที่น่าอยู่และยั่งยืนสำหรับอนาคตต่อไป มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็เป็นพันธมิตรที่ดีของกองทุนฯ และเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการที่ผ่านมา ที่ได้มีการพัฒนาและยกระดับการดำเนินการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างต่อเนื่องจนได้รับรางวัลและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล มีการนำเทคโนโลยีด้านพลังงานต่าง ๆ ที่เคยได้รับการสนับสนุนเงินจากกองทุนฯ เช่น ระบบก๊าซชีวภาพ การแปรรูปขยะเป็นพลังงาน การดัดแปลงรถยนต์เป็นรถไฟฟ้าและงานวิจัยอื่นๆ มาประยุกต์ใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยฯ” ผู้จัดการ ส.กทอ.กล่าว

นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชมศูนย์บริหารจัดการชีวมวลแบบครบวงจรของมหาวิทยาลัยฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์เมืองอัจฉริยะของมหาวิทยาลัยฯ มุ่งเน้นกำจัดขยะอย่างยั่งยืน โดยนำขยะจากหอพักและโรงอาหารมาผลิตเป็นไบโอแก๊ส เพื่อนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิง CBG (Compressed Biomethane Gas) หรือก๊าซไบโอมีเทนอัด คือเชื้อเพลิงที่ได้จากการนำก๊าซชีวภาพ (Biogas) มาปรับปรุงคุณภาพ มีคุณสมบัติเทียบเท่าก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV)

การบริหารจัดการชีวมวลแบบครบวงจรสามารถลดปริมาณขยะที่ต้องฝังกลบและเผาได้ประมรณ 4,500 ตัน/ปี ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 10,900 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยขยะอินทรืย์ 1 ตัน สามารถสร้างประโยชน์รวมได้มากถึง 1,500 – 2,000 บาท ซึ่งมาจากการผลิตก๊าซ การลดคาร์บอน และการประหยัดค่าขนส่ง ซึ่งโครงการนี้ก็ถือเป็นต้นแบบน่าสนใจในการนำเทคโนโลยีมาใช้แก้ปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อม พร้อมกับสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม

​“ทั้งนี้ ยังมีตัวอย่างโครงการภายใต้การสนับสนุนของกองทุนฯ ประสบผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะจากสถาบันวิจัยพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงเล็งเห็นว่าหน่วยงานหรือองค์กรที่มีสิทธิ์ยื่นขอรับจัดสรรเงินกองทุนฯ ปีงบประมาณ 2568 ควรให้ความสำคัญกับกลไกนี้ของกองทุนฯ เพื่อเป็นการช่วยผลักดันหน่วยงานให้มีความพร้อมก้าวไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยล่าสุดทางคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้ขยายระยะเวลาการเปิดรับข้อเสนอโครงการด้านการอนุรักษ์พลังงาน และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการอนุรักษ์พลังงาน ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 17 กันยายน 2568 จึงอยากเชิญชวนหน่วยงานเข้าร่วมยื่นข้อเสนอเพื่อรับทุนสนับสนุน ซึ่งในภาพรวมจะเกิดผลประหยัดพลังงานในวงกว้าง รวมทั้งเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนในประเทศมากขึ้นด้วย” ผู้จัดการ ส.กทอ.กล่าวในท้ายที่สุด

ศีกฟุตบอล จตุรเทพ 4 สถาบัน BIG 4 Family CUP 2025

ชมรมนักเรียนเก่าปทุมคงคา เชียงใหม่ โดย ดร.สนธยา เครือเวทย์ รองอธิบดีอัยการภาค 5 ประธานชมรม เป็นประธานพิธีเปิด การแข่งขันฟุตบออลจตุรเทพ 4 สถาบัน จ.เชียงใหม่ BIG 4 Family CUP 2025 ครั้งที่ 2 เนื่องในโอกาส 125 ปี ปทุมคงคา ชิงถ้วยรางวัลชนะเลิศจาก ดร.สนธยา เครือเวทย์ รองอธิบดีอัยการภาค 5 ท่านศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พล ต ต พิเชษฐ์ จิระนันตเสน รองผู้บัญชาการตำรวจภาค 5 และ นายสิงห์คาล เครือบุญ ประธานชมรมกีฬาฟุตบอลสื่อมวลชนเชียงใหม่ และการแข่งขันฟุตบอลมิตรภาพคู่พิเศษระหว่างทีมสื่อมวลชน จ.เชียงใหม่ กับทีม VIPปทุมคงคา นำทีมโดย ประทีป ปานขาว โดยจัดการแข่งขัน ณ สนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 24 สิงหาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.30 น.ถึง 15.00 น.
การแข่งขันฟุตบออลจตุรเทพ 4 สถาบัน จ.เชียงใหม่ ครั้งที่ 2 BIG 4 Family CUP 2025 เป็นกิจกรรมที่ ทางชมรมนักเรียนเก่าปทุมคงคา ที่มาทำงาน มาตั้งรกรากอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ และ บางส่วนที่เดินทางมาร่วมงานจากทั่วประเทศ งานนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อดำเนินกิจกรรม จิตอาสาช่วยเหลือสังคม ขยายความร่วมมือไปยังทุกภาคส่วนในอนาคต การแข่งขันฟุตบอลมิตรภาพ 4 สถาบันการศึกษา จังหวัดเชียงใหม่ ในครั้งนี้ ชิงถ้วยรางวัลชนะเลิศจาก ดร.สนธยา เครือเวทย์ รองอธิบดีอัยการภาค 5 รองชนะเลิศ อันดับที่ 1 จากท่านศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ รองชนะเลิศอันดับที่ 2 จาก พล.ต.ต.พิเชษฐ์ จิระนันตเสน รองผู้บัญชาการตำรวจภาค 5 และ รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 3 จาก นายสิงห์คาล เครือบุญ ประธานชมรมกีฬาสื่อมวลชนเชียงใหม่ ทีมที่เข้าร่วมแข่งขันประกอบด้วย ทีมเครือข่ายฟุตบอลจาก โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์ โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย และโรงเรียนปทุมคงคา โดยกำหนดให้แต่ละทีมประกอบด้วย บุคลากรทางการศิกษา ศิษย์เก่า ผู้ปกครอง และพันธมิตรทางสังคม ปิดท้ายด้วยฟุตบอลมิตรถาพระหว่าง ทีมสื่อมวลชนเชียงใหม่ กับทีม ปทุมคงคา นำทีมโดย ประทีป ปานขาว นักเรียยนเก่าปทุมคงคา อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย และนอกจากกนี้ เรายังมีรางวัลนักเตะทรงคุณค่าในตำแหน่งต่างๆ โดยได้รับการสนับสนุนเสื้อสามารถจากนักเรียนเก่าปทุมคงคาที่เป็นนักฟุตบอลทีมชาติ และอดีตนักฟุตบอลทีมชาติ ประกอบด้วย (อาร์ม)ศุภชัย ใจเด็ด (พี่หนุ่ย) เฉลิมวุฒิ สง่าพล พี่มาด๊าด ทองท้วม พี่มณเฑียร สง่าพล พี่อภิรักษ์ ศรีอรุณ พี่อดุลย์ รุ่งเรือง และงานพี่ ปิยพงษ์ ผิวอ่อน อยากมีส่วนร่วมกับกิจกรรมนี้แต่ไม่สามารถมาร่วมงานได้ทัน แต่จะเดินทางมาเชียงใหม่ พร้อมที่จะมามอบรางวัล นักฟุตบอลผู้ส่งเสริมกิจกรรมฟุตบอลในครั้งนี้ แก่ผู้ถูกคัดเลือกที่เข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้ จะนัดหมายการมอบรางวัลจากพี่ปิยพงษ์ฯ อีกครั้ง

ชมรมนักเรียนเก่าปทุมคงคาเชียงใหม่ ขอขอบคุณความร่วมมือจาก เพื่อนๆ ทั่วประเทศ ส่งความร่วมมือในรูปแบบต่างๆ การสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ร้านวนัสนันท์ บ.รวมป้าย แอนด์ ดีไซน์ นิ่มซี่เส็ง ห้องอาหารตี๋น้อยโอชา Rewadee Hill Cill Ta และการสนับสนุนจากเทศบาลนครเชียงใหม่ ให้การแข่งขันฟุตบอลเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือ ส่งผลดีแก่วงการศึกษาและส่งเสริมการออกกำลังกาย ประสานความร่วมมือแก่บุคลากร ทั้งด้านการศึกษาและด้านกีฬา ส่งเสริมให้ศิษย์เก่าได้กลับมามีส่วนช่วยดูแลโรงเรียน ผู้ปกครองและพันธมิตรทางสังคม ให้ความสำคัญแก่เด็กเยาวชน ในรูปแบบความช่วยเหลือ “จิตอาสา” ผู้ให้ย่อมสุขใจกว่าผู้รับ เพื่อสร้างสังคมไทยให้น่าอยู่สืบไป

” มาดามหยก “ ถวายปัจจัยช่วยเหลือพระพุทธศาสนา จ.ชม. หวังสร้างกำลังใจ พระสงฆ์เดินหน้าสอนธรรมเป็นที่พึ่งประชาชน

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ณ วัดสวนดอก พระอารามหลวง ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่  โดยน.ส.กชพร เวโรจน์ (มาดามหยก ) เปิดเผยว่า การประชุมพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่วันนี้ ที่มีกว่า 300 วัด ถือเป็นการประชุมกันตามปกติ มีคณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ โดยบัญชาพระเดชพระคุณพระเทพมังคลาจารย์ เจ้า คณะจังหวัดเชียงใหม่ กำหนดให้มีการประชุมสัญจรพระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส และพระ เลขานุการเจ้าคณะทุกตำแหน่ง ตามตาราง วัน-เวลา-สถานที่ดังกล่าว

ทั้งนี้ ส่วนของมาดามหยก นั้น ถือโอกาสถวายเงินปัจจัยสนับสนุนทางพระสงฆ์ เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่พระเถระผู้ใหญ่ และพระภิกษุสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในการดำเนินงานทางพระพุทธศาสนาตามที่ตนเองเลืองใส ในมุมมองของเราช่วงเวลานี้พระสงฆ์ท่านก็อาจจะมีกำลังใจทดถอย ตามกระแสข่าวที่ได้พบเจอไปบ้าง เพราะมองว่าทุกคนก็เป็นมนุษย์เหมือนกับเรา ยอมมีเรื่องราวต่างๆ บ้างช่วงบางช่วงเวลา ที่ทั้งดีและก็ไม่ดี ทั้งนี้การมาถวายกองทุนต่างๆ และเครื่องตรวจข้อสอบให้คณะสงฆ์ในจังหวัดเชียงใหม่ได้ใช้นั้น ย่อมทำให้คณะสงฆ์เดินหน้าสอนธรรมะต่อไปไม่มากก็น้อย

นอกจากนี้ มาดามหยกยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากการช่วยเหลือด้านปัจจัยพระพุทธศาสนาแล้ว เรายังช่วยในเรื่องของชายแดนที่เกิดปัญหา ณ เวลานี้ ทั้งทหาร พยาบาล ชาวบ้าน จังหวัดที่ติดชายแดน เราได้ให้กำลังใจมีการมอบสิ่งของใช้ต่างๆ ไม่ต่างจากการช่วยเหลือเรื่องของพระพุทธศาสนา ในฐานะคนไทยคนหนึ่งก็อยากที่จะถวายกำลังใจให้พระสงฆ์เพราะว่าหยกเป็นคนหนึ่งที่เมื่อมีเวลาว่างหยกก็จะไปบวชชีพราหมณ์ตามวัดป่าแล้วก็วัดต่างๆ มาตั้งแต่อายุ 20 ปี นี้ก็ 20 กว่าปีแล้ว

อย่างไรก็ตาม “ อยากให้ประชาชนแยกแยะแล้วก็ช่วยกันทะนุบำรุงไม่ว่าจะเป็นพุทธศาสนา หรือคริสตศาสนา หรือศาสนาอิสลาม หรือแม้แต่ทุกนิกายทุกศาสนา หยกมองว่าทุกศาสนาสอนให้คน เป็นคนดี แล้วเมื่อเวลาเราขาดที่พึ่งแต่ละคนก็จะมีศาสนาของตัวเองเป็นที่ยึดเหนี่ยว ดังนั้นเมื่อศาสนาพึ่งพวกเราประชาชนก็ควรที่จะเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้กับทางผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้ยึดเหนี่ยวเช่นกัน “มาดามหยกกล่าว

รองนายกฯ ภูมิธรรม แถลงจับกุมยาเสพติดล็อตใหญ่ไอซ์ 700 กิโลกรัม ที่ จ.เชียงใหม่

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่ตำรวจภูธรภาค 5 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ร่วมกันแถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ หลังจากเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 335 ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ในพื้นที่ได้จับกุมผู้ต้องหา 1 คน ทราบชื่อคือนายดำรัส อายุ 33 ปี ชาวตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมของกลาง ไอซ์ จำนวน 700 กิโลกรัม

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ปฏิบัติการจับกุมครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้ เป็นเครื่องยืนยันว่าเมื่อทุกหน่วยงานร่วมมือกันอย่างจริงจัง โดยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลและเป็นปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลมุ่งแก้ไขปัญหาขจัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชน ตั้งแต่การป้องกัน ปราบปราม และการฟื้นฟู โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างรถเอกซเรย์มาปรับใช้ด้วย เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ในการตรวจค้นยาเสพติด พร้อมกันนี้ ยังได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกนายที่ได้เสียสละทำงานอย่างเข้มข้นมาโดยตลอดเพื่อยุติปัญหาภัยคุกคามจากยาเสพติด

สำหรับปฏิบัติการดังกล่าวได้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งข่าวว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากจากบ้านป่าบงงาม ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เข้ามายังพื้นที่ตอนในของประเทศ กระทั่งเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 เวลา 02.00 น. เจ้าหน้าที่ได้พบรถยนต์ โตโยต้า ไทเกอร์ ทะเบียน ผพ 1068 เชียงใหม่ กำลังขับออกจากสวนจึงได้เข้าไปแสดงตัวควบคุมรถยนต์และนายดำรัส ซึ่งเป็นคนขับรถไว้
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่อีกหนึ่งชุดปฏิบัติการได้เข้าไปตรวจสอบบริเวณสวนที่แหล่งข่าวแจ้งว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ พบชายอีก 2 คนยืนอยู่บริเวณดังกล่าว เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่จึงได้อาศัยความมืดและความชำนาญในพื้นที่วิ่งหลบหนีไปได้ และยังพบกระสอบที่ภายในบรรจุยาเสพติดชนิดไอซ์ จำนวน 28 กระสอบ กระสอบละประมาณ 25 กิโลกรัม น้ำหนักรวมทั้งสิ้นประมาณ 700 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ในกอกล้วย คลุมด้วยผ้าใบสีดำและปกคลุมด้วยกิ่งและใบลำไยเพื่ออำพรางไว้อีกชั้นหนึ่ง นอกจากนี้บริเวณกระท่อมในสวน ยังพบรถจักรยานยนต์ จำนวน 2 คัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาเสพติดทั้งหมดนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.นาหวาย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อบจ.เชียงใหม่ เดินหน้าแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ลงพื้นที่ติดตามโครงการขุดลอกลำน้ำในอำเภอสารภี

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายสมชาติ วัฒนากล้า รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการขุดลอกลำน้ำในพื้นที่อำเภอสารภี เพื่อเร่งฟื้นฟูระบบระบายน้ำและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนมาอย่างยาวนาน

โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อขุดลอกตะกอนดินและกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำตลอดลำน้ำในพื้นที่อำเภอสารภี โดยเริ่มตั้งแต่ บ้านล้องปู่หม่น หมู่ที่ 11 ต.สันทราย ขุดลอกขึ้นไปจนถึง ต.ขัวมุง รวมระยะทางกว่า 4,500 เมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ปลายน้ำที่รองรับน้ำจากหลายตำบลการขุดลอกในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำและลดความเสี่ยงที่น้ำจะเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนของประชาชน

นายสมชาติกล่าวว่า “โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการบริหารจัดการน้ำของ อบจ. เชียงใหม่ ที่มุ่งมั่นจะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้เราเห็นความก้าวหน้าของการทำงานและสามารถเร่งรัดให้โครงการแล้วเสร็จตามกำหนด เพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอสารภีได้คลายความกังวลจากปัญหาน้ำท่วม”

การดำเนินงานครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกัน และแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ทันท่วงที แต่ยังเป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศทางน้ำให้กลับคืนสู่สภาพที่สมบูรณ์อีกครั้ง ซึ่งหวังว่าจะส่งผลดีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในระยะยาว

ทชม. พาคณะสื่อมวลชนศึกษาดูงานเส้นทางการบิน ณ สาธารณรัฐเกาหลีใต้

เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีนาวาอากาศโท รณกร เฉลิมแสนยากร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร พนักงาน และสื่อมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ร่วมเดินทางศึกษาดูงาน ณ สาธารณรัฐเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 12-16 สิงหาคม 2468 ที่ผ่านมา

โดยการศึกษาดูงานครั้งนี้ มีไฮไลต์สำคัญคือการเยี่ยมชมท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน ซึ่งเป็นสนามบินระดับโลกที่มีระบบบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการให้บริการ การจัดสรรพื้นที่เชิงพาณิชย์ การสร้างรายได้นอกเหนือจากธุรกิจการบิน การเปิดพื้นที่แสดงศิลปวัฒนธรรม รวมถึงการออกแบบสภาพแวดล้อมภายในสนามบินให้มีชีวิตชีวา สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างมีเอกลักษณ์ โดยปัจจุบันท่าอากาศยานเชียงใหม่ อยู่ระหว่างกระบวนการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เพื่อรองรับโครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ซึ่งหากได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในปี 2569 การศึกษาดูงานครั้งนี้จึงถือเป็นการเตรียมความพร้อมเชิงแนวคิดและการบริหารจัดการ เพื่อประยุกต์ใช้กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีความทันสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของผู้โดยสารในอนาคต

นอกจากนี้ ทชม. ยังได้คัดเลือกสถานที่ศึกษาดูงานอื่น ๆ ที่สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนาท่าอากาศยานในมิติต่าง ๆ อย่างครอบคลุม ทั้งในด้านการสร้างประสบการณ์แบบครบวงจร การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การออกแบบพื้นที่ให้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการส่งเสริมสินค้าและบริการของท้องถิ่น เพื่อนำแนวคิดเหล่านี้ไปปรับใช้ในการยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ให้สามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ โดยเฉพาะจากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องและมีกำลังซื้อมั่นคง

นาวาอากาศโท รณกร เฉลิมแสนยากร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจากเกาหลีใต้ถือเป็นกลุ่มตลาดสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน มีจำนวนนักท่องเที่ยวจากเกาหลีใต้เดินทางเข้ามาแล้วกว่า 165,000 คน มีเส้นทางบินตรงระหว่างเชียงใหม่ – อินชอน จำนวน 62 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และเส้นทางเชียงใหม่ – ปูซาน อีก 4 เที่ยวบิน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20 ของจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศทั้งหมด ให้บริการโดย 5 สายการบินชั้นนำของเกาหลีใต้ ได้แก่ Korean Air, Jeju Air, Asiana Airlines, Jin Air และ Eastar Jet แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันยังมุ่งสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาคการบิน การท่องเที่ยว และภาคธุรกิจในพื้นที่ เพื่อยกระดับสินค้า OTOP สินค้าแฮนด์เมด กาแฟ คาเฟ่ โรงแรมบูติก และกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมของเชียงใหม่ ให้มีความโดดเด่น สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ธรรมชาติ และประสบการณ์เชิงวัฒนธรรม

ด้านนายพัฒนพงษ์ พงษ์ทองเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประจำกรุงโซล ให้ข้อมูลว่า นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ให้ความสนใจจังหวัดเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าเชียงใหม่คือเมืองแห่งธรรมชาติ เมืองสุขภาพ และเมืองศิลปวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร อีกทั้งยังเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มักเดินทางซ้ำ หากสามารถพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ได้ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างยั่งยืน

จากข้อมูลของ ททท. พบว่า ในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้เดินทางเข้าประเทศไทยกว่า 1.6 ล้านคน และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.8 ล้านคนในปี 2568 โดยจังหวัดเชียงใหม่มีนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 12 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยทำงานและครอบครัวที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม

ท่าอากาศยานเชียงใหม่จึงพร้อมทำหน้าที่ “ผู้เปิดโลกทัศน์” เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน ในการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดให้เติบโตอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของอัตลักษณ์ท้องถิ่น ควบคู่กับแนวคิดการบริหารจัดการในระดับสากล เพื่อสร้างความประทับใจสูงสุดแก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก

 

 

SUN โกยรายได้ครึ่งปีแรกโต 12.3% กวาดกำไร 134.7 ล้านบาท บอร์ดอนุมัติปันผล 0.10 บาท/หุ้น พร้อมรุกตลาดเต็มสูบ

บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) หรือ SUN ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวโพดหวานแปรรูปและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปอื่นๆ ภายใต้แบรนด์ “KC” โชว์ผลงานครึ่งปีแรกของปี 2568 ที่เติบโตอย่างน่าพอใจ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจผันผวน โดยมีรายได้รวมและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายองอาจ กิตติคุณชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SUN เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 1,788.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไร 134.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.7% โดยในไตรมาส 2/2568 บริษัทมีรายได้รวม 961.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.3% และกำไร 86.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยสำคัญมาจากการขยายช่องทางจำหน่ายและการร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ อาทิ เกาหลี ไต้หวัน และญี่ปุ่น

แผนธุรกิจครึ่งปีหลัง: ปั้นรายได้สินค้าพร้อมทาน-รุกตลาดสะดวกซื้อต่างประเทศ

นายองอาจกล่าวต่อว่า สำหรับแผนการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าโครงการก่อสร้างอาคารและติดตั้งเครื่องจักรเพื่อผลิตข้าวโพดหวานแปรรูปแบบกล่อง Tetra Recart เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ในส่วนของผลิตภัณฑ์ สินค้าพร้อมทาน ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจากกระแสสุขภาพ บริษัทฯ ตั้งเป้าผลักดันรายได้จากกลุ่มนี้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตและเปิดตัวสินค้าใหม่ 1-2 ตัวต่อไตรมาส เพื่อรองรับดีมานด์

ในด้านการส่งออก บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับการรับมือกับความผันผวนของค่าเงินบาท โดยกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาและเจรจาถึงความเป็นไปได้ในการใช้เงินสกุลต่างๆในการซื้อขายกับคู่ค้าต่างประเทศ

นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาสินค้า พร้อมทาน ซึ่งจะช่วยให้สามารถขยายตลาดในต่างประเทศได้กว้างขึ้น โดยเฉพาะการรุกเข้าสู่ร้านสะดวกซื้อในต่างประเทศ

อนุมัติปันผลระหว่างกาล 0.10 บาท/หุ้น ตอบแทนผู้ถือหุ้น
จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติอนุมัติ จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล จากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2568 (1 มกราคม 2568 – 30 มิถุนายน 2568) ให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา หุ้นละ 0.10 บาท โดยกำหนด ขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 28 สิงหาคม 2568 และกำหนด จ่ายเงินปันผลในวันที่ 11 กันยายน 2568

 

UN ลงนามก่อสร้างโรงงานผลิตข้าวโพดหวาน Tetra Recart ตอกย้ำผู้นำอุตสาหกรรมอาหารยั่งยืน

เชียงใหม่ – บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) หรือ SUN ผู้ผลิตและส่งออกข้าวโพดหวานชั้นนำของไทย เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมอาหารสู่มาตรฐานสากล ลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างโรงงานผลิตข้าวโพดหวานในบรรจุภัณฑ์ Tetra Recart ร่วมกับ บริษัท เน็กซ์พลัส เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด มูลค่าการก่อสร้าง 28.5 ล้านบาท และมูลค่าโครงการรวมกว่า 240 ล้านบาท ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG (Environmental, Social, and Governance) เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

พิธีลงนามสัญญาจัดขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ โรงงานของ SUN ในอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายองอาจ กิตติคุณชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SUN และ นายอรรถวิทย์ รัตนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เน็กซ์พลัส เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ร่วมลงนาม พร้อมด้วยผู้บริหารจาก บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) ในฐานะเจ้าของโครงการ และ บริษัท อาร์ชิแพลน จำกัด ในฐานะผู้ออกแบบ

นายองอาจ กิตติคุณชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SUN เผยว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือกับ Tetra Pak เพื่อพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ข้าวโพดหวานในกล่อง Tetra Recart ที่นอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจแล้ว ยังสอดคล้องกับนโยบายด้านความยั่งยืนของบริษัทอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากเป็นบรรจุภัณฑ์ที่มีปริมาณคาร์บอนต่ำ สามารถนำกลับไปรีไซเคิลได้ และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่มาตรฐานระดับโลก และยังรองรับตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพสูงอย่างญี่ปุ่น เกาหลี และยุโรป ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัท หลังโครงการแล้วเสร็จ โครงการดังกล่าวมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2569 รวมระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 210 วัน โดยอาคารผลิตแห่งใหม่นี้มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 2,000 ตารางเมตร

นายอรรถวิทย์ รัตนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เน็กซ์พลัส เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด กล่าวขอบคุณ SUN ที่ให้ความไว้วางใจ “เราให้คำมั่นว่าจะตั้งใจดำเนินงานโครงการนี้ให้สำเร็จลุล่วงตามกำหนดเวลา และส่งมอบงานที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล เพื่อให้โรงงานแห่งนี้เป็นต้นแบบของความสำเร็จในอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร และหวังว่าจะเป็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับ SUN ต่อไปในอนาคต”

โครงการโรงงานผลิตข้าวโพดหวานบรรจุกล่อง Tetra Recart ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ SUN ในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน และตอกย้ำภาพลักษณ์องค์กรที่มุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารที่มีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

เปิดตัวสมาคม “ภาพยนตร์และสื่อดิจิทัลภาคเหนือ “ พร้อมกับงานใหญ่แห่งปี เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเชียงใหม่ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2568

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 โดยมีนายแพทย์ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่,นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ,นางกรวรรณ สุ่มมาตย์, ดร.อดิศร สุดดี นายกสมาคมภาพยนตร์และสื่อดิจิทัลภาคเหนือ ,ผศ.นันทสิทธิ์ กิตติวรากูล หัวหน้าศูนย์นวัตกรรมการสื่อสาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,นายพรเทพ อรรถกิจไพศาล ผู้อำนวยการกลุ่มงานปฏิบัติสาขาเขตภาคเหนือ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และนางสาวกาญจนา จันต๊ะเจริญ Area Manager บริษัท เมเจอร์ กรุ๊ป จำกัด ร่วมกันแถลงข่าวการเปิดตัวสมาคมภาพยนตร์และสื่อดิจิทัลภาคเหนือ Northern Film & Digital Media Association (NTFD) อย่างเป็นทางการ

ดร.อดิศร สุดดี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็มจีวาย เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด กล่าวว่าการได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมภาพยนตร์และสื่อดิจิทัลภาคเหนือ Northern Film & Digital Media Association (NTFD) จากจุดเล็ก ๆ ที่แตกต่าง สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ กับการรวมตัวของเครือข่ายนักเล่า เรื่อง ผู้สร้างสรรค์ และผู้ผลักดันอุตสาหกรรมสื่อให้เติบโตไปด้วยกัน จากผู้ประกอบการผู้ผลิต รวมถึงศิลปิน นักแสดง ผู้กำกับ นักเขียน ทั้งบุคลากรทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ได้รวมพลังกันในนามองค์กรภายใต้ สมาคมฯ เพื่อเชื่อมโยงศักยภาพในภูมิภาค สานต่อพันธกิจขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบันเทิงในหลากหลายมิติเปิดประตูสู่ “โอกาส” ก้าวสู่ในระดับประเทศ และนานาชาติ

จังหวัดเชียงใหม่มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการจัดประชุมและแสดงสินค้า ระดับนานาชาติ (Mice city) และเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก (tourism hub) อีกทั้งมีความพร้อมทางด้าน โครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม และโลจิสติกส์ รวมทั้งมีโรงแรมและศูนย์ประชุมที่มีมาตรฐานระดับนานาชาติ มีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย และ ประวัติศาสตร์อันยาวนาน โบราณสถานที่ทรงคุณค่า ศิลปวัฒนธรรม และธรรมชาติที่สวยงาม โดยได้ถูกถ่ายทอด เรื่องราวในหลากหลายมิติผ่านภาพยนตร์ทั้งในและต่างประเทศมาแล้วมากมาย ทางสมาคมภาพยนตร์และสื่อ ดิจิทัลภาคเหนือ จึงได้มีแนวคิดจัด “เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเชียงใหม่ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2568 Chiang Mai Internation film Festival 2025 ” ขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคโดยได้บูรณาการความร่วมมือ องค์กรภาครัฐและ เอกชน เพื่อเป็นการพัฒนาวงการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมคุณค่าทางวัฒนธรรม ผลักดัน Soft Power ไทยในหลากหลายมิติ และนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของการท่องเที่ยวในระยะยาว ส่งผลต่อการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้เมือง และประเทศ สู่สายตานานาชาติ

ทั้งนี้ ได้กำหนดการจัดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 28 – 30 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงใหม่ แอร์พอร์ต,โรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์กรุ๊ป และพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยภายในงานได้จัดการประกวด หนังสั้น CIFF Short Film Contest 2025 ชิงเงินสนับสนุนและรางวัลกว่า 600,000 บาท,การฉายภาพยนตร์ที่ผ่าน เข้ารอบสุดท้าย และภาพยนตร์นานาชาติ กว่า 10 ประเทศ, การเสวนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ CIFF Talk, เดิน พรมแดงแฟชั่นโชว์ Red Carpet & Fashion Show จากศิลปิน นักแสดง ผู้จัด, การแลกเปลี่ยนความรู้และสร้าง เครือข่าย CIFF Exhibition & Show Case, เปิดโอกาสการเจรจาธุกิจ CIFF Business Networking, การมอบ รางวัล CIFF Awards & CFF Star Awards ให้กับผลงานด้านภาพยนตร์สั้น และนักแสดงที่มีผลงานโดดเด่นทั้งใน ประเทศและต่างประเทศ สำหรับการจัดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ ซึ่งถือเป็นการจัดงานเต็มรูปแบบที่เกิดขึ้นครั้ง แรกในจังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย