ณ เรือนไม้สักสไตล์ล้านนาโคโลเนียล (Lanna-Colonial Heritage Home) ยุค ค.ศ. 1915 บนถนน ท่าแพ เมืองเชียงใหม่ “Rim Chàn” (ริมชาน) ได้ถือกำเนิดขึ้นไม่ใช่เพียงในฐานะพื้นที่ดื่มชา แต่เป็น Slow Tea Sanctuary หรือพื้นที่พักกายและใจ ที่หลอมรวมรากเหง้าทางวัฒนธรรม ศิลปะแห่งชา และ สุนทรียภาพดั้งเดิมให้กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
เรือนไม้สักอายุ 111 ปี แห่ง Raming Tea House (ระมิงค์ ที เฮ้าส์) เคยเป็นเรือนคหบดีเก่าแก่ที่ผ่าน กาลเวลามากว่าศตวรรษ การบูรณะอย่างทะนุถนอมตามหลักอนุรักษ์สถาปัตยกรรมทำให้ระเบียงไม้สัก และโถงชานเรือนดั้งเดิมยังคงเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา สายลมเย็นและร่มเงาไม้รอบเรือนสร้างบรรยากาศอัน นุ่มนวล เป็นฉากหลังที่สมบูรณ์แบบสำหรับการปลดปล่อยความตึงเครียดจากโลกภายนอก แล้วก้าว เข้าสู่จังหวะชีวิตที่ช้าลงอย่างแท้จริง


คุณแนน วงเดือน วังวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาระมิงค์ จำกัด บอกเล่าถึงการจัดตั้งโรงเรียนสอนชงชา The Asian School of Tea คุณแนนเล่าว่าอยากเผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับชาให้กลุ่มคนทั่วไป และคนรุ่นใหม่ได้รู้จักมากขึ้น โดยเฉพาะการรู้จักวัฒนธรรมการดื่มชา ซึ่งการเปิดโรงเรียนสอนชงชาฯ นั้น จะทำให้คนทั่วไปได้รู้จักชามากขึ้น ซึ่งเราสอนทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ริมชานเปิดรับผู้เข้าใช้บริการอย่างเป็นส่วนตัว ( 1-2 ท่านต่อโต๊ะ) ให้เวลาสัมผัสคอร์สชาได้ยาวนานถึง 2 ชั่วโมง ผู้เข้าร่วมจะถูกเชื้อเชิญให้ถอดรองเท้า ก้าว ลงบนเสื่อทาทามิอย่างนุ่มนวล ลดเสียงพูดคุย และปล่อยให้ประสาทสัมผัสเปิดรับกลิ่นหอมของใบชา เสียงน้ำไหล และความนุ่มนวลของเครื่องเคลือบศิลาดล

การเติบโตจากชามะลิ สู่การแตกลายออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มชาแบบปรุงรส อย่างเช่น ฟาร์มมิงโกโรส ซากุระยูสุ แจ๊สมิน และอื่นๆ ต่อยอดยังเมนูอาหารที่มีส่วนผสมของชาเข้ามาร่วมด้วย นอกจากนั้น วิธีการเก็บใบชา แม้ว่ามาจากต้นเดียวกัน สายพันธุ์เดียวกัน หากเก็บในลักษณะลำดับใบที่แตกกัน รสชาที่ได้ก็ออกมาแตกต่างกัน และในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา “มัทฉะ” เครื่องดื่มที่เติบโตในกลุ่มวัยรุ่น การนำเข้ากลุ่มมัทฉะมีเพิ่มมากขึ้น ส่วน “ชาจีน” ยังคงเป็นตลาดกลุ่มคนดังเดิม และมีแนวโน้มที่จะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้น และตลาดชาในปัจจุบัน มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องการนำชาผลิตในหลากหลายรูปแบบนั้น เชื่อว่าจะเป็นการเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมชาในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี












