จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ จัดงาน “มหกรรมสินค้าองค์กรเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และตลาดเกษตรกร จังหวัดอุตรดิตถ์ ประจำปี 2568”

จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ จัดงาน “มหกรรมสินค้าองค์กรเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และตลาดเกษตรกร จังหวัดอุตรดิตถ์ ประจำปี 2568”

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ลานมีโชคพลาซ่า จังหวัดเชียงใหม่ นายศิริวัฒน์  บุปผาเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ และนายเอนก  ชื่นอารมณ์ เกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ ร่วมเปิดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มช่องทางรายได้ให้แก่เกษตรกร ในงาน “มหกรรมสินค้าองค์กรเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน  และตลาดเกษตรกร จังหวัดอุตรดิตถ์ ประจำปี 2568”

นายศิริวัฒน์  บุปผาเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุน จากชาวอุตรดิตถ์ทุกภาคส่วน  และได้มีคัดสรรสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย  โดยมีเป้าหมาย เพื่อประชาสัมพันธ์และเพิ่มช่องทางการตลาด ให้แก่กลุ่มเกษตรกร สร้างรายได้  ให้แก่พี่น้องเกษตรกรชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้เป็นอย่างดี

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเผยแพร่ชื่อเสียงของจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่เป็น  “เมืองมหัศจรรย์แห่งผลไม้” จังหวัดอุตรดิตถ์ มีผลไม้หลากหลายชนิด อาทิเช่น ลางสาด ลองกอง ทุเรียนหลงลับแล ทุเรียนหลินลับแล สับปะรดห้วยมุ่น และมะขามหวาน รวมถึงผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่มีความเป็นอัตลักษณ์ และเป็นเสน่ห์ ของเมืองอุตรดิตถ์ ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งล้วนแล้วเกิดจากการเสียสละ ทุ่มเทร่วมมือกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง และเป็นผลดี  ทั้งด้านการเกษตร ด้านการท่องเที่ยว ด้านเศรษฐกิจ ด้านวัฒนธรรมประเพณี ที่เชื่อมโยงกัน สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และประชาชนชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ สร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน  ในรูปแบบประชารัฐตามนโยบายของรัฐบาล

ขอขอบคุณสำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน  ที่เกี่ยวข้องทุกองค์กร และพี่น้องประชาชนชาวอุตรดิตถ์ทุกคน ที่ได้ร่วมมือกันจัดงานฯ ครั้งนี้ ขอให้การจัดงานประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ที่กำหนดไว้ทุกประการ  และขออำนวยพรให้ทุกท่าน ประสบแต่ความสุข ความเจริญ ตลอดไป

ด้านนายเอนก  ชื่นอารมณ์ เกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า งาน “มหกรรมสินค้าองค์กรเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และตลาดเกษตรกร จังหวัดอุตรดิตถ์ ประจำปี 2568” การจัดงานมหกรรมสินค้า ฯ ของจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นงานมหกรรมสินค้าที่นำผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียง สินค้าที่ได้รับตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ได้แก่ ทุเรียนหลงลับแล หลินลับแล และสับปะรดห้วยมุ่น รวมถึงสินค้าและผลิตภัณฑ์เด่นและเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้แก่ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ มะขามหวาน ข้าวคุณภาพ ข้าวพันผัก ข้าวแคบ เหล็กน้ำพี้ ผลิตภัณฑ์ผ้าทอ และสินค้าเกษตรแปรรูปอีกมากมาย ซึ่งเป็นการนำเอาสินค้าดีเด่นจากทุกอำเภอมาจัดแสดง และจำหน่ายภายในงาน โดยมีเป้าหมายผู้จำหน่ายสินค้าจากจังหวัดอุตรดิตถ์  จำนวน 30 ราย ร่วมจำหน่ายสินค้าในงาน และกำหนดจัดขึ้นใน ระหว่างวันที่ 4 – 8 มิถุนายน 2568 ณ ลานมีโชคพลาซ่า ตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ รวมเป็นระยะเวลา 5 วัน โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

1.  เพื่อให้องค์กรเกษตรกรวิสาหกิจชุมชน และตลาดเกษตรกร และเครือข่าย ได้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายและแสดงผลิตภัณฑ์

2. เพื่อเป็นช่องทางให้ผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ปลอดภัยได้พบกับผู้บริโภคโดยตรง

3. เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่องค์กรเกษตรกรวิสาหกิจชุมชน และตลาดเกษตรกร และเครือข่าย

4. เพื่อประชาสัมพันธ์ ผลผลิตเกษตรที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ขององค์กรเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ตลาดเกษตรกร และเครือข่ายให้เป็นที่รู้จักยอมรับ และเชื่อถือของผู้บริโภคกว้างขวางยิ่งขึ้น

SKIN จับมือ APM และ PST โรดโชว์ ปักหมุด 8 จังหวัด ระหว่างวันที่ 19 พ.ค. – 9 มิ.ย. 68

SKIN จับมือ APM และ PST โรดโชว์ ปักหมุด 8 จังหวัด ระหว่างวันที่ 19 พ.ค. – 9 มิ.ย. 68

บริษัท สกิน ลาบอราทอรี่ จํากัด (มหาชน) หรือ SKIN ผู้พัฒนาและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านความงามแบรนด์ไทย Skinsista และ Dermie ที่เข้าใจผู้บริโภคยุคใหม่ จับมือ บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ APM ที่ปรึกษาการเงิน ร่วมกับ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ PST เดินสายโรดโชว์ นำเสนอข้อมูลธุรกิจ ข้อมูลทางการเงิน พบนักลงทุนรายย่อย 8 จังหวัดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 19 พ.ค. – 9 มิ.ย. 2568

ดร.สมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานกรรมการ บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ APM ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท สกิน ลาบอราทอรี่ จํากัด (มหาชน) หรือ SKIN กล่าวว่า “บริษัทฯเตรียมเดินทางไปนำเสนอข้อมูลกับนักลงทุน หรือโรดโชว์ เพื่อนำเสนอข้อมูลธุรกิจ ให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก โดยจะเริ่มเดินสายที่ ชลบุรี เป็นจังหวัดแรก ตามด้วย นครสวรรค์ นครราชสีมา ขอนแก่น เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี สงขลา (หาดใหญ่) และกรุงเทพมหานคร ตามลำดับ ในระหว่างวันที่ 19 พ.ค. – 9 มิ.ย. 2568”

นายสมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ APM ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า “การเดินสายโรดโชว์ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลแก่นักลงทุนเกี่ยวกับศักยภาพในการเติบโตของ SKIN รวมถึงแผนการดำเนินงานในอนาคต โดยมั่นใจว่า SKIN จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน เนื่องจากมีพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง”

นายชาญวิทย์ เขียวนาวาวงศ์ษา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกิน ลาบอราทอรี่ จํากัด (มหาชน) หรือ SKIN ผู้พัฒนาและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านความงามแบรนด์ไทยที่เข้าใจผู้บริโภคยุคใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทได้พัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สกินแคร์และเครื่องสำอางภายใต้ 2 แบรนด์หลัก คือ SKINSISTA ซึ่งเจาะกลุ่มผู้บริโภควัย 18-30 ที่มีปัญหาเรื่องผิว อาทิ ปัญหาสิว หรือ ริ้วรอย ผ่านช่องทางจัดจำหน่ายทั้งรูปแบบ Offline อาทิ 7-11, Watsons, CJ MORE NINE BEAUTY, Beautrium และ Konvy และช่องทาง Online อาทิ Shopee, Lazada และ Tiktok shop รวมถึงแบรนด์เวชสำอางน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัว Dermie ที่เจาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีปัญหาเรื่องผิวบอบบางแพ้ง่ายโดยเฉพาะ

โดยบริษัทมีผลิตภัณฑ์หลัก คือ เซรั่มบำรุงผิวหน้า และครีมกันแดดโดยคิดเป็นสัดส่วนรายได้มากกว่า90% จากทุกช่องทางจำหน่ายในปี 2567 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ในปี 2568 บริษัทมีแผนขยายฐานลูกค้าสร้างการรับรู้ในวงกว้าง พร้อมขยายช่องทางจำหน่ายทั้งในรูปแบบ Full Package และรูปแบบซอง ตลอดปี 2568 เพื่อเพิ่มความสะดวกให้การเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของบริษัท รวมถึงปรับกลยุทธ์เตรียมขยายธุรกิจเต็มรูปแบบ

“บริษัทมีความพร้อมอย่างยิ่งในการเดินทางไปนำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุนในทุกจังหวัด โดยเชื่อว่าด้วยศักยภาพ และแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน จะได้รับการตอบรับที่ดี และได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนที่มีศักยภาพทั้ง 8 จังหวัด เราพร้อมที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งร่วมไปกับนักลงทุนทุกคน” นายชาญวิทย์ กล่าว

เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เซ็นทรัล เชียงใหม่จัดใหญ่!เปิดตัวภาพยนตร์ Movie Line-Up 2025

เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เซ็นทรัล เชียงใหม่จัดใหญ่! 💥 จัดงานเปิดตัวภาพยนตร์ Movie Line-Up 2025 เปิดหนังเด็ดประจำปี ให้ชาวเชียงใหม่ ม่วนๆ กับอย่างมีความสุขตลอดปี ทั้งหนังไทย , หนังฮอลลีวูด ✨🎬

🔥และเปิดประสบการณ์สุดฟินกับระบบพิเศษ IMAX WITH LASER , KID CINEMA , VIP

พร้อมป๊อปคอร์นแสนอร่อย กับเครื่องซ่าส์จากเป๊ปซี่ 🍿

#MajorcineplexCNX

จังหวัดเชียงใหม่ ถอดบทเรียน “ไฟป่า-หมอกควัน-PM2.5” ปี 2568 ผนึกกำลังทุกภาคส่วน สู่อนาคตฟ้าใสไร้ฝุ่น

จังหวัดเชียงใหม่ ถอดบทเรียน “ไฟป่า-หมอกควัน-PM2.5” ปี 2568 ผนึกกำลังทุกภาคส่วน สู่อนาคตฟ้าใสไร้ฝุ่น

วันนี้ (30 มิ.ย. 68) ที่ โรงแรมคุ้มภูคำ จังหวัดเชียงใหม่ ทางสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันจัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อถอดบทเรียนการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) โดยในช่วงเช้า นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้มอบหมายให้ นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มาเป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการถอดบทเรียนฯ จากนั้นในช่วงบ่าย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้เดินทางมารับฟังสรุปผลการถอดบทเรียนฯ จากการร่วมระดมความคิดเห็นจากทีมเชียงใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วยภาคราชการ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จำนวนกว่า 200 คน ที่มาช่วยกันวิเคราะห์ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และวางแนวทางขับเคลื่อนมาตรการอากาศสะอาดให้เข้มข้นยิ่งขึ้นในอนาคต

สำหรับการดำเนินงานของจังหวัดเชียงใหม่อิงตามยุทธศาสตร์ 5 กลุ่มพื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่เกษตร พื้นที่ชุมชนและสุขภาพ และการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม มีการจัดเวทีเสวนาโดยวิทยากรจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน และองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนบทเรียน และนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการดำเนินงานในระยะยาว

โดยข้อมูลจากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า ในปี 2568 นี้ จังหวัดเชียงใหม่สามารถลดจุดความร้อนจากการเผาเหลือเพียง 4,709 จุด ลดลงถึง 60% จากค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมา พื้นที่เผาไหม้ลดลงกว่า 704,000 ไร่ หรือ 27% ขณะที่จำนวนวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานลดลงเหลือ 60 วัน ลดลง 34% และจำนวนผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ลดลงถึง 54% สะท้อนผลสำเร็จของมาตรการเชิงรุกแบบบูรณาการ

ทั้งนี้ หนึ่งในมาตรการที่ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง และทำให้การลดการเผาในปีนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก คือ “นโยบายห้ามด้วยการให้” ซึ่งเริ่มจากการขอความร่วมมือในการงดเผาพื้นที่เกษตร แล้วให้ส่วนราชการเข้าไปช่วยเหลือโดยกาาสนับสนุนรถไถ น้ำมัน และการขนซากชีวมวลออกจากแปลงเกษตร เพื่อลดการเผาในพื้นที่เกษตรกว่า 250,000 ไร่ พร้อมสร้างอาชีพทางเลือก เช่น ไกด์นำเที่ยว เฝ้าป่า และลาดตระเวนแนวกันไฟ แทนการหาของป่า

ในด้านการป้องกันและควบคุมไฟป่าในเขตพื้นที่ป่า จังหวัดเชียงใหม่ได้บูรณาการเจ้าหน้าที่กว่า 16,000 คน จากหลายหน่วย เช่น สิงห์ไฟ เสือไฟ เหยี่ยวไฟ และเครือข่ายจิตอาสา ช่วยกันตั้งจุดสกัดพร้อมทั้งลงพื้นที่ลาดตระเวนกว่า 800 จุด มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจสอบควันดำจากโรงงาน รถยนต์ โครงการก่อสร้าง และสนับสนุนการบินดับไฟในพื้นที่ห่างไกล ส่วนการดูแลกลุ่มเปราะบาง จังหวัดได้จัดตั้งห้องลดฝุ่นกว่า 27,000 ห้อง แจกหน้ากาก 300,000 ชิ้น จัดทำมุ้งกันฝุ่น ตรวจสุขภาพเจ้าหน้าที่ดับไฟ และจัดทำประกันภัยครอบคลุมอาสาสมัครทุกคน

นอกจากนี้ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณกลางกว่า 105 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดเป้าหมายหลัก 4 ด้านในปี 2568 ได้แก่ ลดจุดความร้อน ลดพื้นที่เผาไหม้ ลดจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน และลดจำนวนผู้ป่วยทางเดินหายใจ โดยขับเคลื่อนผ่านมาตรการ “อากาศสะอาด” ครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ การลดที่ต้นทาง การป้องกันผลกระทบสุขภาพ และการบริหารจัดการร่วมกันใน 3 ระยะ คือ เตรียมการ เผชิญเหตุ และฟื้นฟู

ในการสัมมนาครั้งนี้ ทุกภาคส่วนได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองอย่างรอบด้าน พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนมาตรการแบบบูรณาการอย่างเข้มข้น เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศของจังหวัดเชียงใหม่อย่างยั่งยืน ภายใต้ความร่วมมือของ “ทีมเชียงใหม่” เพื่อฟ้าใส ไร้ฝุ่น และสุขภาพที่ดีของประชาชนทุกคน

เชียงใหม่ จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์สมโภชบูชาเสาอินทขีล ประจำปี 2568

จังหวัดเชียงใหม่ จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์สมโภชบูชาเสาอินทขีล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่) ประจำปี 2568 เพื่อความเป็นสิริมงคล และคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมโบราณของชาวล้านนา

เย็นวันนี้ (24 พ.ค. 68) ที่วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มอบหมายให้ นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานจุดเทียนธูปบูชาพระรัตนตรัยในพิธีเจริญพระพุทธมนต์สมโภชบูชาเสาอินทขีล ประจำปี 2568 เพื่อความเป็นสิริมงคล และคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมประเพณีที่สืบทอดมาแต่โบราณของชาวล้านนา โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ และพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วม เป็นจำนวนมาก

สำหรับพิธีสักการะบูชาเสาอินทขีล หรือเสาหลักเมืองเชียงใหม่ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีระหว่างวันแรม 3 ค่ำ เดือน 8 เรียกว่า “วันเข้าอินทขีล” ไปจนถึง วันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 9 เรียกว่า “วันออกอินทขีล” โดยในปีนี้ตรงกับ วันที่ 23 – 29 พฤษภาคม 2568 ซึ่งชาวล้านนามีความเชื่อว่า การบูชาเสาอินทขีลจะนำมาซึ่งความมั่นคง มั่งคั่ง ตลอดจนความอุดมสมบูรณ์ของข้าวปลา อาหาร และเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลให้แก่ชีวิต

ทั้งนี้ บรรยากาศภายงานยังคงมีพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา และนักท่องเที่ยว เข้าร่วมพิธีการอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งศรัทธา พลังแห่ง Soft Power ของวัฒนธรรมประเพณี “การบูชาเสาอินทขีล” อันเป็นเอกลักษณ์ที่สืบทอดมาแต่โบราณของชาวล้านนาอยู่คู่ยุคสมัยปัจจุบัน และจะสืบเนื่องต่อไปในอนาคต

สถาปัตย์ฯ ม.แม่โจ้ ขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการจัดการห่วงโซ่อุปทานบนฐานเศรษฐกิจสีเขียวเขตเทศบาลนครเชียงใหม่

สถาปัตย์ฯ ม.แม่โจ้ ขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการจัดการห่วงโซ่อุปทานบนฐานเศรษฐกิจสีเขียวเขตเทศบาลนครเชียงใหม่

วันนี้ (25 พ.ค. 68) ที่ ศูนย์สร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาเมืองเชียงใหม่ (URC) อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดกิจกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการจัดการห่วงโซ่อุปทานบนฐานเศรษฐกิจสีเขียวของธุรกิจโรงแรมในพื้นที่เทศบาลนครเชียงใหม่ ภายใต้กิจกรรมกระบวนการยกระดับผลิตภัณฑ์อาหารชุมชนสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว Dinner and Community Show ซึ่งทางคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโครงสร้างธุรกิจโรงแรมและที่พักในเขตพื้นที่เทศบาลนครเชียงใหม่ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชน ยกระดับกระบวนการจัดการห่วงโซ่อุปทานให้สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว อันจะนำไปสู่การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน สร้างกลไกทางเศรษฐกิจที่มีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และ เสริมสร้างความรู้ด้านห่วงโซ่คุณค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยกิจกรรมในวันนี้ ได้รับการผลักดันผ่านการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยมีกิจกรรมในงาน ประกอบด้วย การจัดเสวนาทางวิชาการ การนำเสนอผลิตภัณฑ์และเรียนรู้จากชุมชน ผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างธุรกิจและองค์กรที่เกี่ยวข้อง และการจัดแสดงสินค้าชุมชน เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการมีโอกาสได้เชื่อมโยงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน โดยคาดหวังว่างานในวันนี้จะเป็นต้นแบบของความร่วมมือระหว่างธุรกิจโรงแรม วิสาหกิจชุมชน และประชาชน

อบจ.เชียงใหม่แถลงข่าวผลักดันวัฒนธรรมเชียงใหม่สู่มรดกโลก

อบจ.เชียงใหม่แถลงข่าวผลักดันวัฒนธรรมเชียงใหม่สู่มรดกโลก

ทุกภาคส่วนในจังหวัดเชียงใหม่พร้อมร่วมมือร่วมใจร่วมสนับสนุนผลักดันการนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเชียงใหม่สู่การเป็นมรดกโลก จากเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนาที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะเก่าแก่ร่วม 730 ปี มุ่งสู่การเป็นเมืองระดับโลกที่มีความพร้อมรองรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก หนุนให้เกิดการพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์ การบริหารจัดการโบราณสถานอันทรงคุณค่ามาแต่อดีต ยังคงอยู่คู่กับเมืองเชียงใหม่ในภายภาคหน้าต่อไป โดย 8 แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ที่จะนำเสนอสู่มรดกโลกประกอบด้วย วัดเชียงมั่น วัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม   วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร  วัดสวนดอกพระอารามหลวง  วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร วัดเจ็ดยอดพระอารามหลวง รวมถึงแนวคูเมือง กำแพงเมือง แจ่ง ประตูเมือง เชียงใหม่

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568  ณ ห้องพลาย บอลรูม โรงแรมเชียงใหม่ แมริออท โฮเทล จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการขับเคลื่อนแหล่งมรดกวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่สู่มรดกโลก และมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ MOU 14 ฝ่าย ว่าด้วยการบริหารจัดการอนุสรณ์สถานแหล่งต่างๆ และภูมิทัศน์ วัฒนธรรม ของเชียงใหม่นครหลวงของล้านนา ซึ่งมีพระเถระชั้นผู้ใหญ่ เจ้าอาวาสและผู้แทนเจ้าอาวาสจาก 7 วัดซึ่งอยู่ใน แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ที่จะนำเสนอสู่มรดกโลกได้เข้าร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงฯ โดยมีสักขีพยานในพิธีจากหลายภาคส่วน ซึ่งการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ MOU นี้เป็นหนึ่งในกระบวนการของการดำเนินงานการจัดทำเอกสารขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก (Nomination Dossier)  ในขณะนี้ได้มีการเร่งดำเนินการจัดทำเอกสารขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก (Nomination Dossier) และจะจัดส่งเอกสารฯ ไปยังศูนย์มรดกโลก ภายในเดือนมกราคม 2569 เพื่อเข้ารอบโดยผ่านการตรวจร่างเอกสาร สู่ขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกในปี 2570 ซึ่งหากได้ผ่านขั้นตอนพิจารณาจากคณะกรรมการมรดกโลกแล้ว จะส่งผลให้เมืองเชียงใหม่เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่เป็นแหล่งแรกในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย

โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ได้รับมอบภารกิจจากทางจังหวัดเชียงใหม่ในการสนับสนุนกระบวนการจัดทำเอกสารนำเสนอฉบับสมบูรณ์ (Nomination Dossier) ซึ่งในปัจจุบันได้มีความร่วมมือจากหลายภาคส่วนทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา ภาคประชาชน รวมถึงภาคธุรกิจทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เพื่อร่วมผลักดันเมืองเชียงใหม่สู่มรดกโลก ยกระดับการเป็นเมืองที่มีการอนุรักษ์และการพัฒนาควบคู่กัน ดังเช่นเมืองที่ยังคงความเก่าแก่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานและยังคงความรุ่งเรืองในอีกหลายเมืองทั่วโลก

ทั้งนี้ จังหวัดเชียงใหม่โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานเร่งรัดดำเนินการขับเคลื่อนนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเชียงใหม่เป็นมรดกโลก เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งทั้งประธานและรองประธานของคณะทำงานเร่งรัดฯ นี้ ได้สามารถขับเคลื่อนผลักดันทั้งอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพและอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทจนได้เป็นมรดกโลกในปี 2566 และ 2567 เป็นผลสำเร็จมาแล้ว ซึ่งในปัจจุบันคณะทำงานเร่งรัดฯอยู่ในกระบวนการเตรียมจัดทำเอกสารนำเสนอฉบับสมบูรณ์ (Nomination Dossier) ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่มาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยดำเนินการจัดทำเอกสารฉบับสมบูรณ์เอกสารฉบับสมบูรณ์เพื่อนำเสนอเข้าสู่บัญชีรายชื่อมรดกโลก (World Heritage Nomination) ในฉบับภาษาไทย และการแปลเป็น ฉบับภาษาอังกฤษให้เสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2568 นี้ โดยจะมีการจัดส่ง(ร่าง) เอกสารฉบับสมบูรณ์ อนุสรณ์สถานแหล่งต่าง ๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา (Draft Nomination Dossier) ให้แก่ศูนย์มรดกโลกเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วนของเอกสาร เพื่อนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรมในช่วงเดือนกันยายน 2568 นี้ โดยการจัดทำเอกสารนำเสนอฉบับสมบูรณ์ (Nomination Dossier) นั้น ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ได้ร่วมสนับสนุนงบประมาณจำนวนหนึ่งในการดำเนินการจัดทำเอกสารฯ และคาดว่าจะมีการร่วมสนับสนุนจากหน่วยงาน ภาคส่วนต่างๆ รวมถึงภาคประชาชนทั่วไป ได้มีโอกาสร่วมสนับสนุนเพื่อผลักดันให้กระบวนการจัดทำจัดทำเอกสารนำเสนอฉบับสมบูรณ์ ได้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2568 นี้

โดยการจัดงานการจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการขับเคลื่อนแหล่งมรดกวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่สู่มรดกโลกและมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ MOU 14 ฝ่ายในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนห้องจัดงานจากบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จํากัด (มหาชน) หรือ AWC และ โรงแรมเชียงใหม่ แมริออท โฮเทล ในเครือ AWC โดยได้มีการนำเสนอบนระบบอิมเมอร์ซีฟ ณ ห้อง “PlaiiBallroom” ซึ่งเป็นห้องบอลรูมระบบอิมเมอร์ซีฟแห่งแรกของโลก อยู่ภายในโรงแรมเชียงใหม่ แมริออท โฮเทล ที่ติดตั้ง จอ LED จากพื้นถึงเพดานครอบคลุมผนังทั้ง 4 ด้าน แบบ 360 รองรับการจัดงานแบบ Innovative โดยจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเชียงใหม่สู่จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยั่งยืนเชิงสร้างสรรค์และการอนุรักษ์ระดับโลก เป็นการยกระดับศักยภาพกลุ่มนักเดินทาง Innovative & Leisure MICE ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน พร้อมรองรับการจัดกิจกรรมระดับโลก

ทั้งนี้ประโยชน์ที่เมืองเชียงใหม่จะได้รับ เมื่อเป็นมรดกโลกได้แก่

ด้านการปกป้อง คุ้มครอง การได้รับการสนับสนุน

การได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในกรณีเกิดภัยพิบัติ อุทกภัย แผ่นดินไหว จะได้รับการช่วยเหลือทั้งงบประมาณ  ผู้เชี่ยวชาญ   องค์ความรู้การบูรณะหรือปกป้องโบราณสถาน โดยหน่วยงาน องค์กร จากทั้งในและนอกประเทศ

โอกาสที่เมืองเชียงใหม่จะได้รับการสนับสนุนด้านการอนุรักษ์ ปกป้อง คุ้มครอง การบริการจัดการ ฟื้นฟูและดูแลรักษาโบราณสถานและพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

ด้านเศรษฐกิจและท่องเที่ยว

เป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดโดยรอบ ด้วยจะสร้างแรงดึงดูดและความสนใจของผู้มาเยือนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้มากยิ่งขึ้น ก่อเกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพสร้างโอกาสและรายได้แก่ชุมชนและภาคส่วนต่างๆ ทั้งในจังหวัดเชียงใหม่และโดยรอบ

ส่งผลดีต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว เป็นการสร้างแรงกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับจังหวัดเชียงใหม่และประเทศไทยในภาพรวมให้ดียิ่งขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ด้านการพัฒนา ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคม

มีแผนงานอย่างเป็นระบบทางด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งภายในแหล่งมรดกวัฒนธรรมรวมถึงโบราณสถานสำคัญต่อเนื่องโดยรอบเพื่อการบริหารจัดการร่วมกับชุมชน ภาคประชาสังคมในพื้นที่ สำหรับการรองรับผู้มาเยือน ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย  จุดอำนวยความสะดวก จุดจอดรถ จุดขึ้น-ลง รถบริการสาธารณะ  ทางเดินเท้า ฯ

เกิดการยกระดับการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการขนส่งสาธารณะภายในพื้นที่รวมถึงด้านคมนาคมเป็นศูนย์กลาง บริการต่อเนื่องในภาคท่องเที่ยวทั้งระบบ  สร้างงานเพิ่มรายได้ให้กับคนในท้องที่

ด้านความร่วมมือ  ชุมชน ภาคประชาสังคม  การอนุรักษ์

ก่อเกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการร่วมมือระหว่างกันในการที่จะร่วมกัน อนุรักษ์และพัฒนา สนับสนุน ส่งเสริม การปกป้องคุ้มครอง การดูแลรักษา และร่วมกันบริหารจัดการพื้นที่ภายในแหล่งมรดก โดย ภาครัฐ  วัด ชุมชน องค์กรปกครองในท้องถิ่น

มีการพัฒนาในชุมชนอย่างเป็นระบบโดยการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม สร้างโอกาสการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและอนุรักษ์เมือง สู่กระบวนการด้านการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรมของแหล่งมรดกวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่แหล่งอื่นๆโดยรอบอย่างยั่งยืน

เพื่อส่งต่อกระบวนการดังกล่าวให้กับคนรุ่นต่อๆ ไปให้มีความเข้าใจมี จิตสำนึกแห่งการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนที่เป็นระบบและเป็นรูปธรรม

AWC เปิด Plaii Ballroom ห้องบอลรูมอิมเมอร์ซีฟแห่งแรกของโลก สร้างศูนย์กลาง Innovative MICE ภาคเหนือ เชื่อมโยงการท่องเที่ยว

AWC ขับเคลื่อนตามนโยบายจังหวดเชียงใหม่และ ททท. ร่วมสร้างเมืองท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมเปิด Plaii Ballroom ห้องบอลรูมอิมเมอร์ซีฟแห่งแรกของโลก สร้างศูนย์กลาง Innovative MICE ภาคเหนือ เชื่อมโยงท่องเที่ยวด้วยโครงการ Chiang Mai Tram รถแทรมไฟฟ้าแรกของประเทศ ณ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ “Lannatique”

บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทยที่มุ่งเน้นตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร ได้รับเกียรติจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร พร้อมด้วยผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นางสาวเอิบลาบ ศรีภิรมย์ ร่วมเปิด “Plaii Ballroom” ห้องบอลรูมระบบอิมเมอร์ซีฟแห่งแรกของโลกภายในโรงแรม ที่เชื่อมกับพื้นที่ใหม่เพื่อการประชุมของโรงแรมเชียงใหม่ แมริออท โฮเทล มาพร้อมห้องประชุมหลากหลายขนาด สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เพื่อรองรับกลุ่ม Innovation & Leisure MICE โดย AWC ได้ประกาศร่วมสนับสนุนนโยบายการท่องเที่ยวยั่งยืนของจังหวัดเชียงใหม่ และ ททท. สู่การเป็น Innovative and Sustainable Tourism ผ่านการพัฒนาโครงการ“Chiang Mai Tram by Lannatique” รถแทรมไฟฟ้าล้อยางนำเที่ยว เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมชื่อดังของเชียงใหม่ สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจท้องถิ่นตามจุดจอดตลอดเส้นทาง ร่วมส่งต่อรายได้สุทธิของบริการรถแทรมไฟฟ้าล้อยางกลับคืนสู่ชุมชนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมเดินหน้าพลิกโฉมย่านช้างคลานสู่ศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรมระดับโลกในโครงการ “Lannatique” แลนด์มาร์กศิลปวัฒนธรรมแห่งใหม่ที่ผสานอัตลักษณ์ล้านนาและเครือข่ายนานาชาติเข้ากับศิลปะร่วมสมัยภายใต้แนวคิด “The Heart of Lanna Art Movement” ร่วมส่งเสริมคุณค่าท้องถิ่นไทยสู่เวทีโลก และขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่การเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก โดยเตรียมเปิดให้บริการเฟสแรกในปลายปี 2568 นี้

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จํากัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า “AWC มุ่งมั่นเดินหน้าตามนโยบายของจังหวัดเชียงใหม่และ ททท. ร่วมสร้างการท่องเที่ยวยั่งยืนของเมืองเชียงใหม่ ด้วยรูปแบบ Innovative and Sustainable Tourism และ โมเดล ‘AWC’s Lifestyle Destination’ ที่โครงการ ‘Lannatique’ เชื่อมต่อ Innovative MICE Facility ของโรงแรมในกลุ่ม AWC คือโรงแรมเชียงใหม่ แมริออท โฮเทล ด้วยการเปิดห้องอิมเมอร์ซีฟบอลรูมแห่งแรกของโลก ‘Plaii Ballroom’  ต่อเนื่องห้องประชุมรูปแบบหลากหลาย รวมถึงอาคารประชุมขนาดใหญ่ของอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง โฮเทล และ Lifestyle MICE ของโรงแรมมีเลีย เชียงใหม่ พร้อมรองรับทุกการจัดกิจกรรมระดับเวิร์ดคลาส ต่อเนื่องถึงโครงการ ‘Lannatique’ และโครงการ ‘Chiang Mai Tram by Lannatique’ เพื่อเสริมการท่องเที่ยวผ่านการร่วมรวมพลังกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน และเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเชียงใหม่สู่จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยั่งยืนเชิงสร้างสรรค์และการอนุรักษ์ระดับโลก”

AWC ยกระดับศักยภาพการรองรับกลุ่มนักเดินทาง MICE ด้วยการเปิด “Plaii Ballroom” ห้องบอลรูมระบบอิมเมอร์ซีฟแห่งแรกของโลกภายในโรงแรมที่โรงแรมเชียงใหม่ แมริออท โฮเทล โดดเด่นด้วยจอ LED จากพื้นถึงเพดานครอบคลุมผนังทั้ง 4 ด้าน รองรับการจัดงานแบบ Innovative ทุกรูปแบบได้อย่างยืดหยุ่น รวมถึงพื้นที่ใหม่เพื่อการประชุมที่มาพร้อมห้องประชุมหลากหลายขนาด สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ห้อง “Suthep Hall” ขนาดใหญ่รองรับผู้ร่วมงานกว่า 800 คน รวมถึงห้องคาราโอเกะ และกอล์ฟซิมมูเลเตอร์ เสริมศักยภาพโรงแรมเชียงใหม่ แมริออท โฮเทล ในการดึงดูดกลุ่มนักเดินทาง Innovative & Leisure MICE ระดับโลกเข้าสู่เชียงใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเชื่อมต่อกับโครงการ “Lannatique” แลนด์มาร์กศิลปวัฒนธรรมแห่งใหม่ของ AWC ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความแข็งแกร่งของเชียงใหม่ในฐานะจุดหมายปลายทางการประชุมสัมมนาระดับโลก

AWC มุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงการ “Lannatique” ให้เป็นไลฟ์สไตล์แลนด์มาร์กระดับโลกด้านการท่องเที่ยวเชิงศิลปะแห่งใหม่บนย่านช้างคลาน ที่หลอมรวมวิถีชีวิตท้องถิ่นล้านนาและวัฒนธรรมร่วมสมัยเอาไว้ในพื้นที่เดียวกันภายใต้แนวคิด “The Heart of Lanna Art Movement” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวศิลปะ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของอารยธรรมล้านนาอันทรงคุณค่ายาวนานกว่า 700 ปี ออกมาในรูปแบบ “หมู่บ้านศิลปะร่วมสมัย” เชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับการสร้างสรรค์ในโลกปัจจุบันอย่างกลมกลืนผสานกับไลฟ์สไตล์ด้านสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณภาพระดับโลก ด้วยมูลค่าการลงทุนเพิ่มกว่า 8,500 ล้านบาท นับเป็นมูลค่าโครงการ “Lannatique” ทั้งหมดรวม 11,950 ล้านบาท ประกอบไปด้วย 3 พื้นที่สำคัญ ได้แก่

• Lannatique Kalare ครอบคลุมพื้นที่ศูนย์การค้ากว่า 17,500 ตารางเมตร ถ่ายทอดเสน่ห์แห่งศิลปวัฒนธรรมล้านนาและศิลปะสมัยใหม่ผ่าน 3 หมู่บ้านศิลป์ ได้แก่ Thai Craftsmanship Village หมู่บ้านศิลปะไทยและหัตถกรรมทรงคุณค่า Cultural Village หมู่บ้านวัฒนธรรมหลากหลายของชาติพันธุ์ และ Creative Art Village หมู่บ้านสร้างสรรค์ศิลปะแบบใหม่ และพื้นที่ Experiential Shop ครั้งแรกกับการนำเสนอผลิตภัณฑ์จากไทยที่ออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ในการเรียนรู้ ผ่านกิจกรรมที่กระตุ้นทุกประสาทสัมผัส เพื่อให้ผู้มาเยือนได้เข้าถึงเรื่องราว แนวคิด และคุณค่าที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังแต่ละผลิตภัณฑ์อย่างลึกซึ้ง โดยจะเปิดให้บริการเฟสแรกในปี 2568 พร้อมปูรากฐานสู่การพัฒนาโรงแรมระดับโลกขนาด 55,000 ตารางเมตร ที่จะผสานกับ Attraction ระดับโลกขนาดใหญ่เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

• Lannatique Bazaar ครอบคลุมพื้นที่ศูนย์การค้ากว่า 22,500 ตารางเมตร ภายใต้แนวคิด Contemporary Art กับพื้นที่ศิลปะร่วมสมัย รวมถึงโครงการโรงแรมที่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 25,000 ตารางเมตร

• Lannatique Market ครอบคลุมพื้นที่ศูนย์การค้ากว่า 87,000 ตารางเมตร ที่อยู่ระหว่างการศึกษาภายใต้คอนเซ็ปต์ในการสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากชุมชนเพื่อช่วยเหลือสังคมอย่างยั่งยืน จับมือพันธมิตรชั้นนำ ร่วมมอบประสบการณ์ศิลปะร่วมสมัยในโครงการ Lannatique Kalare

AWC เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงการ Lannatique Kalare ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรระดับแนวหน้าของไทยที่มีความเชี่ยวชาญในด้านศิลปะ การแสดง และอาหาร เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างครบวงจร โดยเปิดพื้นที่ให้ศิลปิน ผู้ประกอบการ และชุมชนท้องถิ่นที่มีวิสัยทัศน์เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนและสร้างสรรค์ประสบการณ์พิเศษ เริ่มด้วยพันธมิตรชั้นนำที่จะส่งต่อคุณค่าของไทยสู่นักเดินทางจากทั่วโลก

• 6ixcret Show โดยกันตภณ เนียมมณี นักออกแบบการแสดง เจ้าของผลงานสร้างสรรค์ในเชียงใหม่ และระดับประเทศ ร่วมกับทีมผู้บริหารและทีมงานผู้มีประสบการณ์จากเวทีการแข่งขันระดับนานาชาติ ซึ่งจะเข้าร่วมพัฒนาภายในโครงการ Lannatique Kalare เพื่อเปิดโรงละครภายใต้แบรนด์ STARGANZA LIVE นำเสนอการแสดง Cabaret Show ร่วมสมัยที่หลอมรวมศิลปะ แฟชั่น วัฒนธรรมล้านนาท้องถิ่น ถ่ายทอดออกมาในมิติที่ใหม่แบบอิมเมอร์ซีล้ำสมัย กล้าท้าทายและทรงพลัง พร้อมยกระดับการแสดงศิลปะในเชียงใหม่สู่มาตรฐานระดับสากล บนพื้นที่รวมมากกว่า 500 ตารางเมตร

• ร้านเอกฉันท์ โดยเชฟเอก เอกพล พิชวงค์ ผู้สร้างสรรค์อาหารไทยท้องถิ่นชื่อดังจากมิชลินไกด์ในเชียงใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบจากแหล่งออร์แกนิกท้องถิ่นและรสชาติที่สะท้อนเอกลักษณ์ของภูมิภาค เตรียมเปิดโมเดลใหม่ในโครงการ Lannatique Kalare ที่จะนำเสนออาหารไทยที่เปี่ยมด้วยอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านวัตถุดิบพื้นถิ่นคุณภาพดี ถ่ายทอดรสชาติและเรื่องราวจากทุกภูมิภาคของประเทศในมิติใหม่ที่ยังคงความดั้งเดิมไว้อย่างกลมกลืน บนพื้นที่รวมมากกว่า 500 ตารางเมตร

“Chiang Mai Tram by Lannatique” เชื่อมเส้นทางวัฒนธรรมทั่วเมืองเชียงใหม่ผ่านโครงข่ายรถแทรมไฟฟ้าล้อยางนำเที่ยวแห่งแรกของภาคเหนือ

“Chiang Mai Tram by Lannatique” รถแทรมไฟฟ้าล้อยางนำเที่ยวแห่งแรกของประเทศที่ได้รับการพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด Innovative and Sustainable Tourism เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และชุมชนท้องถิ่น รวมถึงร้านอาหาร คาเฟ่ ชื่อดัง รวมกว่า 40 แห่งตลอดสาย อาทิ ประตูท่าแพ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ตลาดวโรรส คลองแม่ข่า โครงการ “Lannatique” พันธุ์ทิพย์ ไลฟ์สไตล์ ฮับ เชียงใหม่ และโรงแรมในเครือ AWC เป็นต้น

“Chiang Mai Tram by Lannatique” จะช่วยลดการปล่อยมลภาวะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากการใช้พลังงานไฟฟ้า พร้อมมอบความสะดวกสบายให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยผู้ใช้บริการสามารถจอดรถส่วนตัวไว้บริเวณรอบนอก หรือในโครงการเครือ AWC แล้วเดินทางเข้าสู่เมืองด้วยรถแทรมไฟฟ้าล้อยางเพื่อลดการใช้พลังงานและการจราจรที่หนาแน่นในเขตเมือง โดยรายได้สุทธิจากโครงการ “Chiang Mai Tram by Lannatique” จะร่วมสนับสนุนกิจกรรมเพื่อชุมชนยั่งยืนให้จังหวัดเชียงใหม่ต่อไป

อบจ.เชียงใหม่ MOU บูรณาการใช้อากาศยานรับมือไฟป่า ภัยพิบัติ และเหตุฉุกเฉิน

อบจ.เชียงใหม่ MOU บูรณาการใช้อากาศยานรับมือไฟป่า ภัยพิบัติ และเหตุฉุกเฉิน

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่สวนสาธารณะการรถไฟแห่งประเทศไทย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ โดย นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผวจ.เชียงใหม่และนพ.วรัญญู จำนองประสาทพร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า ภัยพิบัติ และเหตุฉุกเฉิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำอากาศยานมาใช้ในการปฏิบัติภารกิจ

นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายก อบจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่เผชิญกับความเสี่ยงจากปัญหาไฟป่า หมอกควัน (PM 2.5) และภัยพิบัติต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน การลงนาม MOU ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยเป็นการผนึกกำลังทรัพยากร เทคโนโลยี และองค์ความรู้จากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างกลไกที่มีประสิทธิภาพในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงการช่วยเหลือประชาชน การกู้ภัย และการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินในพื้นที่ทุรกันดารด้วยอากาศยานบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของจังหวัดเชียงใหม่ในการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก การบูรณาการการใช้อากาศยานจะช่วยให้การปฏิบัติภารกิจต่างๆ เป็นไปอย่างคล่องตัวและทันท่วงที ลดความสูญเสียและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างครอบคลุม

การลงนามในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจังหวัดเชียงใหม่ในการให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ และพร้อมที่จะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในพื้นที่

ดราม่า รร.ดาราเทวี วุ่นไม่จบ กลุ่มผู้ถือหุ้น IFEC ออกโรงโต้

ดราม่า รร.ดาราเทวี วุ่นไม่จบ กลุ่มผู้ถือหุ้น IFEC ออกโรงโต้

เชียงใหม่ : ดราม่า รร.ดาราเทวี ยังวุ่นไม่จบ กลุ่มผู้ถือหุ้น IFEC ออกโรงโต้ กลุ่มบริษัทร่วมทุนฯ (บริษัทสยามเอสเตท ดาราเทวี จำกัด) แฉเอาทรัพย์สินโรงแรม ไปใช้แบบผิดกฎหมาย เจ้าของทรัพย์เดินหน้าฟ้องคดี เรื่องยาวเป็นหางว่าว – ซ้ำนำพื้นที่ของโรงแรมไปใช้ประโยชน์ ภายใต้การบริหารงานที่ไร้มาตรฐาน ไม่เหลือภาพ รร.หรู ระดับ 6 ดาว จี้จังหวัดตรวจสอบ สารพัดร้านที่เปิดบนพื้นที่ฯ ตอนนี้ยังไร้ใบอนุญาต ถามเปิดได้อย่างไร? เคลียร์ประเด็นไฟไหม้สปาโรงแรมจนวอด เปิดหลักฐานเทศบาลฯ สั่งระงับใช้อาคารไปแล้ว บริษัทร่วมทุนฯ ยังแอบต่อไฟมาใช้ สายไฟระโยงระยาง ขัดมาตรฐานระบบความปลอดภัย ทั้งที่เตือนแล้ว ถามเป็นสาเหตุทำไฟไหม้วอดครั้งใหญ่ หรือไม่? เตรียมหอบเอกสารยื่นเรื่องร้องเรียนอีกหลายหน่วยงาน

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2568 ที่ห้องคอนเวนชั่น 1 – 2 โรงแรมวินทรี ซิตี้รีสอร์ท เชียงใหม่ นางสาวเยาวลักษณ์ ฤทธิ์สมจิตต์ ตัวแทนผู้ถือหุ้นของบริษัท อินเตอร์ ฟาอีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ( มหาชน ) หรือ IFEC ผู้บริหารดาราเทวี พร้อมด้วยทนายความบริษัทอีก 3 คนคือ นายประสิทธิ์ วงศาสวัสดิ์ , นายเรวัตร์ วงศ์สวัสดิ์ และนายพลรัตน์ พรหมคุ้ม ออกมาให้ข้อมูลหลักฐานต่างๆ กับสื่อมวลชน กรณีข้อพิพาทของกลุ่มผู้บริหาร และปัญหาของโรงแรมดาราเทวีในเวลานี้

ทางด้านตัวแทนของกลุ่มผู้ถือหุ้น IFEC พร้อมทนายความได้นำเสนอหลักฐานและข้อมูลฯ 6 ข้อได้แก่

1. สถานะและผลกระทบกลุ่มผู้ถือหุ้นคือใคร ได้รับความเสียหายอย่างไร และได้ดำเนินการใดไปแล้วบ้าง

2. สภาพปัจจุบันและข้อบกพร่อง หลักฐานและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันของโรงแรมดาราเทวี ที่มีการต่อเติมแก้ไขอาคารโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงหลักฐานความบกพร่องของระบบสาธารณูปโภคที่ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งหากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องไม่รับผิดชอบ ไม่ควบคุมและบังคับใช้กฎหมาย อาจนำไปสู่เหตุการณ์เพลิงไหม้ซ้ำซ้อน หรืออาคารถล่ม อันเป็นผลจากการบริหารงานของผู้บริหารชุดปัจจุบันของโรงแรมดาราเทวี

3.การดำเนินคดีและการบิดเบือน หลักฐานและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฟ้องร้องดำเนินคดีอาญา จำนวน 13 คดี ที่กลุ่มผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้เป็นโจทก์ และถูกบิดเบือนว่าเป็นการฟ้องร้องเพื่อกลั่นแกล้งผู้สุจริต การใช้ประโยชน์อาคารที่ผิดกฎหมายหลักฐานและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้อาคารที่เทศบาลตำบลท่าศาลา มีคำสั่งห้ามใช้ การใช้อาคารที่สร้างรุกล้ำลำเหมืองสาธารณะ และการประกอบธุรกิจในกาดดาราเทวี โดยไม่มีใบอนุญาต

5. ข้อสังเกตของกลุ่มผู้ถือหุ้นเกี่ยวกับเหตุการณ์เพลิงไหม้ ก็ยังมีข้อสงสัยว่า เกิดจากอะไรกันแน่ ผลงานของมนุษย์หรือไม่

6. ปัญหาข้อกฎหมายของการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โรงแรมดาราเทวี ว่าใครคือเจ้าของโรงแรมดาราเทวีตามกฎหมาย เป็นต้น

ทั้งนี้ การแถลงข่าวครั้งนี้ ผู้แถลงได้นำเอกสารจำนวนมาก ความหนา กว่า 1 นิ้ว รวมจำนวน 21 ชุดใหญ่ๆ  มาแจกให้กับสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม ตัวแทนกลุ่มผู้ถือหุ้นบริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC จะได้นำหลักฐานทั้งหมดที่นำแถลงข่าววันนี้ รวบรวมไว้เพื่อนำไปร้องเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ในวันที่ 13 พ.ค.68นี้ต่อไป