รพ.กรุงเทพเชียงใหม่ ฉลองครบรอบ 11 ปี เปิดตัวนโยบาย ESG สู่ Green Healthcare “ไม่เพียงรักษาโรค แต่ยังรักษาโลก”

รพ.กรุงเทพเชียงใหม่ ฉลองครบรอบ 11 ปี เปิดตัวนโยบาย ESG สู่ Green Healthcare “ไม่เพียงรักษาโรค แต่ยังรักษาโลก”

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2568 โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงใหม่ เฉลิมฉลองครบรอบ 11 ปีแห่งการดูแลสุขภาพชาวเชียงใหม่ จัดงาน “Festival of Harmony” พร้อมเปิดตัวนโยบาย ESG (Environmental, Social and Governance) ภายใต้วิสัยทัศน์ของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) มุ่งเน้นการพัฒนาความยั่งยืนใน 3 มิติ ทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ตามกลยุทธ์ขับเคลื่อนองค์กร มุ่งสู่ Medical Sustainability

นายแพทย์นรินทร์ บุญจงเจริญ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม 4 และผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงใหม่ เปิดเผยว่า “เราไม่เพียงรักษาโรค แต่ยังรักษาโลก ด้วยปณิธานที่จะเป็นโรงพยาบาลที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อสร้างสุขภาพที่ดีให้กับทุกชีวิตอย่างยั่งยืน” พร้อมเปิดงาน “Festival of Harmony” –มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการให้บริการที่เป็นเลิศทางการแพทย์กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภายใต้แนวคิดที่ว่า การรักษาที่ดีต้องเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ดี และการดูแลที่มีคุณภาพควรเข้าถึงได้โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ

กิจกรรมภายในงานเน้นการเชื่อมโยงวัฒนธรรมและสุขภาพเข้าด้วยกัน มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากนานาชาติ เช่น การรำไทย การเต้นรำจากจีนและเกาหลี ตลอดจนการแสดงจากนักเรียนโรงเรียนนานาชาติและทหารผ่านศึกชาวอเมริกัน เพื่อสะท้อนถึงความสามัคคีของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยสุขภาพที่ดีและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังได้เปิดบูธบริการสุขภาพโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแก่ผู้สนใจเข้าร่วมงาน เช่น การวัดความดันโลหิต ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ประเมินค่าดัชนีมวลกาย (BMI) และการประเมินความจำ พร้อมเปิดให้เยี่ยมชมอาคารใหม่ เพื่อแสดงศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานที่ออกแบบมาอย่างใส่ใจต่อทั้งผู้ป่วยและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นส่วนอาคารใหม่ที่เชื่อมต่อจากอาคารเดิมที่ได้รับการประเมินอาคารสีเขียว (Green Hospital) ตามมาตรฐาน The LEED 2009 for Healthcare สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเกณฑ์ประเมินโครงสร้างอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ พัฒนาขึ้นโดย U.S Green Building Council (USGBC)

“ซันสวีท” สืบสานพุทธประเพณี ถวายเทียนเข้าพรรษาประจำปี 2568

“ซันสวีท” สืบสานพุทธประเพณี ถวายเทียนเข้าพรรษาประจำปี 2568

บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) หรือ SUN นำโดย คุณมรกต กิตติคุณชัย รองประธานกรรมการบริษัท พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และพนักงาน ร่วมกันจัดกิจกรรมถวายเทียนเข้าพรรษา เนื่องในโอกาสเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 8–9 กรกฎาคม 2568 โดยถวายเทียนเข้าพรรษาให้แก่ วัดบ้านป่าชี่, วัดท่าเดื่อ, วัดบ้านเปียง และวัดบ้านหัวริน ในพื้นที่โดยรอบโรงงาน อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ อันเป็นการแสดงออกถึงความศรัทธาและการอนุรักษ์ประเพณีไทยที่ดีงาม กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ภายใต้แนวคิดการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนท้องถิ่น

SUN เชื่อมั่นว่าการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรม เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน การถวายเทียนพรรษาในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการทำบุญตามประเพณี แต่ยังเป็นเวทีแห่งความร่วมมือและความปรองดองระหว่างองค์กรกับชุมชน ตอกย้ำพันธกิจของบริษัทในการเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจอย่างมีจริยธรรมและยั่งยืน

“พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” บินตรงร่วมงานเชียงใหม่บุ๊คแฟร์ เปิดตัวหนังสือใหม่ The Almost Prime Minister ดันยอดขายภาคเหนือ

“พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” บินตรงร่วมงานเชียงใหม่บุ๊คแฟร์ เปิดตัวหนังสือใหม่ The Almost Prime Minister ดันยอดขายภาคเหนือ

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า หนังสือเล่มนี้เป็น political memoir หรือบันทึกทางการเมือง ที่เล่าประสบการณ์อย่างตรงไปตรงมา ตั้งแต่วันที่มีพระราชกฤษฎีกายุบสภา ไปจนถึงวันที่พรรคถูกยุบ เรื่องราวของชัยชนะที่ถูกสกัด ของการเดินทางที่ยังไม่จบ และของประเทศหนึ่ง ที่ประชาชนกำลังต่อสู้เพื่ออนาคตของตนเอง

​โดยวัฏจักรชีวิตของพวกเขาหมุนซ้ำจากรุ่นสู่รุ่น ลูกหลานจากท้องนาไปอยู่ร้านสะดวกซื้อ ไปเป็นลูกจ้างในกิจการที่ไม่เคยเป็นของตัวเอง สำหรับพวกเขาความหวังคือของฟุ่มเฟือย ความกลัวคือเรื่องปกติ และความกล้าหาญแทบเป็นเรื่องสิ้นเปลือง แต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2566คือวันที่พวกเขาลุกขึ้นมาเลือกเปลี่ยน

​“บัตรประชาชนที่เคยใช้แลกแบงก์ม่วง ถูกหยิบขึ้นมาใช้อีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพื่อเงิน แต่เพื่อเสียงที่ไม่มีใครฟังมาตลอดชีวิต หลายคนเทคะแนนให้พรรคที่ไม่มีอะไรจะให้พวกเขาเลย นอกจากความหวัง” นั่นคือคำที่ นายพิธา ใช้สรุปแก่นของหนังสือเล่มนี้​

นายพิธา ผู้ที่ไม่เคยหยุดเชื่อมั่นว่าประเทศจะก้าวไกลถ้าก้าวไปด้วยกัน และความหวังของประชาชน ที่กลายมาเป็นเชื้อเพลิงให้เขาและหลายคนยังคงก้าวต่อไป ไม่ว่าฝั่งตรงข้ามจะสูงชันแค่ไหน “ถ้าเรายังเดินไปด้วยกัน คำว่า ‘Almost’ จะถูกขีดฆ่าออกไป และเราจะไปถึงเส้นชัย เปลี่ยนประเทศนี้ด้วยมือเราเอง

เป้าหมายเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือ การทำให้ประเทศไทยดีขึ้น และวัตถุประสงค์สำคัญของหนังสือ “The Almost Prime Minister” เล่มนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยตอกย้ำถึง หน้าที่พลเมืองของทุกคน เพราะเรื่องการเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องของประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง และการเลือกนักการเมืองที่ดีจะส่งผลโดยตรงต่อชีวิตของพวกเราทุกคนในอนาคต

หนังสือเล่มนี้เล่าตั้งแต่จุดเริ่มต้นของชีวิตส่วนตัว จนถึงชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งปี 2566 ก่อนจะถูกบล็อกจากการขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยกระบวนการรัฐสภา พร้อมพาไปสัมผัสเบื้องหลังการตัดสินใจ ท่ามกลางแรงกดดัน และความหวังของประชาชนที่ยังคุกรุ่น

“นี่ไม่ใช่เรื่องของผมคนเดียว” พิธากล่าว “แต่มันคือเรื่องของทั้งรุ่นเรา – ที่กล้าหวังว่าเมืองไทยจะดีขึ้น เป็นธรรมขึ้น ทันโลกขึ้น เราไม่ได้แพ้ แต่เราถูกขวาง และเรายังไม่หยุด”

ภายในเล่มยังถ่ายทอดมุมชีวิตหลังการถูกตัดสิทธิทางการเมือง บทเรียนจากการเป็นพ่อ ความสูญเสีย ความเข้มแข็ง และความฝันที่ยังเดินหน้าต่อไป ทั้งหมดนี้ถ่ายทอดด้วยสำนวนที่ซื่อตรง ซาบซึ้ง และจริงใจ

เลี้ยงต้อนรับ “โครงการเยาวชนไทย ในสหรัฐอเมริกา เยือนแผ่นดินแม่ ครั้งที่ 14”

เลี้ยงต้อนรับ “ โครงการเยาวชนไทย ในสหรัฐอเมริกา เยือนแผ่นดินแม่ ครั้งที่ 14 ”

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2568   ณ ห้องคุ้มคำหลวง อาคารคุ้มคำ คุ้มขันโตกเชียงใหม่ โดยนายวีรพงษ์ รอดฤทธิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ( ประธานในพิธี ) ,นายชนะ เมี้ยนเจริญ กงสุล ผู้แทน กงสุลใหญ่  ณ นครลอสแอนเจลิส, นายสุรศักดิ์ วงศ์ข้าหลวง ประธานฝ่ายประเทศสหรัฐอเมริกา , นายดำฤทธิ์ วิริยะกุล เลขานุการ โครงการฯ , นายองอาจ วงศ์ข้าหลวง เลขานุการ โครงการฯ, คุณกชพร เวโรจน์ (มาดามหยก) ที่ปรึกษา โครงการฯ และ ที่ปรึกษาประธานกรรมาธิการ การศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร และ “ขุนศึกษาอาจารย์โต” พล.ต.ดร.กรณ์พงศ์ แสงทอง นักทอล์คลายพราง ร่วมกันเลี้ยงต้อนรับ เยาวชนไทยในอเมริกา พร้อมผู้ปกครอง และตัวแทนกงสุลใหญ่ เมริกัน โอกาสเยือนแผ่นดินแม่ ปีที่ 14

โครงการเยาวชนไทยในสหรัฐอเมริกา เยือนแผ่นดินแม่ ได้จัดโครงการฯมา เยือนประเทศไทยอีกครั้งเป็นครั้งที่ 14 นำเยาวชนไทยที่เกิดและเติบโตจาก 8 รัฐ ในประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมผู้ปกครอง จำนวน 200 คน มาเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 13 กรกฎาคม 2568 เพื่อถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ตลอดจนทัศนศึกษาแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ของ ประเทศไทย พร้อมทั้งบำเพ็ญประโยชน์บนแผ่นดินแม่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนไทยได้ บังเกิดความรักและผูกพันต่อประเทศไทย อันเป็นแผ่นดินของบรรพบุรุษ และนำไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ชาวต่าง ประเทศได้เข้าใจสภาพที่แท้จริงของประเทศไทย ซึ่งได้จัดโครงการดังกล่าวทุก 2 ปี

การนำโครงการฯ มาเยือนประเทศไทยปีนี้ คณะกรรมการโครงการฯ ได้นำผู้ร่วมโครงการฯ จำนวน 200 คน (เยาวชน 80 คน ผู้ปกครอง 100 คน กรรมการฝ่ายไทยและพี่เลี้ยง 20 คน) มาเยือนจังหวัเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 5-6 กรกฎาคม 2568

ส่วนกิจกรรมใน จ.เชียงใหม่ วันที่ 15 กรกฎาคม เยาวชนและผู้ปกครองทัศนศึกษาสถานที่สำคัญ ทางพุทธศาสนา เลี้ยงอาหารและมอบสิ่งของแก่เด็กพิการซ้ำซ้อน และวันที่ 16 กรกฎาคม จัดให้เยาวชนและผู้ปกครอง ท่องเที่ยวและช้อปปิ้งตามอัธยาศัยทั้งวัน เพื่อช่วยส่งเสริมสภาพคล่องทางเศรษฐกิจให้แก่จังหวัดเชียงใหม่

ดีป้า ปักหมุด จ.เชียงใหม่ จัดกิจกรรมโรดโชว์ Digital Skill Roadmap ภาคเหนือ ยกขบวน Global & Local Tech เติมความรู้ด้านดิจิทัล

ดีป้า ปักหมุด จ.เชียงใหม่ จัดกิจกรรมโรดโชว์ Digital Skill Roadmap ภาคเหนือ ยกขบวน Global & Local Tech เติมความรู้ด้านดิจิทัล

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 จังหวัดเชียงใหม่ – ดีป้า ขึ้นเหนือจัดกิจกรรมโรดโชว์ Digital Skill Roadmap ต่อเนื่อง เร่งสร้างการรับรู้ และแนะนำหลักสูตรอัปสกิลดิจิทัลแก่พนักงาน รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ พร้อมเปิดเวทีให้Global & Local Tech ถ่ายทอดความรู้ด้าน AI และ Cloud ผ่านเวิร์กช็อปเชิงลึกเป็นออเดิร์ฟ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการยกระดับกำลังคนดิจิทัลไทย 1 ล้านคนต่อปี
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า จัดกิจกรรมโรดโชว์ Digital Skill Roadmap พื้นที่ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายปรัชญา โกมณี ผู้จัดการสาขาภาคเหนือตอนบน ดีป้า พร้อมทีมงานร่วมให้การต้อนรับวิทยากรและผู้เข้าร่วมกิจกรรมณ อาคาร ดีป้า สาขาภาคเหนือตอนบน

ดร.ศิธร กุลรดาธร รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและยุทธศาสตร์ ดีป้า กล่าวเปิดงานพร้อมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘Digital Skill Roadmap: กลไกเร่งพัฒนาทักษะดิจิทัลคนไทย’ ตอกย้ำแนวทางยกระดับทักษะดิจิทัลคนไทยใน 3 กลุ่ม ประกอบด้วยDigital Skill for All, Digital-driven Career และ Digital Professional พร้อมแนะนำมาตรการลดหย่อนภาษีที่ ดีป้า ร่วมกับ กรมสรรพากร เพื่อจูงใจผู้ประกอบการส่งพนักงานร่วมพัฒนาความรู้และทักษะด้านดิจิทัลหรือจ้างงาน บุคลากรตามกรอบ Digital Skill Roadmap

จากนั้นเป็นการเติมเต็มองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับประเทศและระดับโลกเริ่มต้นที่ คุณกัญญาพร สมาพวก ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจบริษัท เทรโนเคท (ไทยแลนด์) จำกัด Authorized AWS Training Partner ที่มาแนะนำหลักสูตร Upskill – Reskill สู่ทักษะแห่งอนาคต ต่อด้วย คุณกุลนันท์ พันธุ์อนุกูลกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ดไวซอรี่ จำกัด ที่มาแชร์แนวทางการปรับตัวในยุค AI เพื่อยกระดับการทำงานขององค์กร และ คุณกัสภณ สิงห์ประเสริฐ นักวิชาการภาษี ชำนาญการพิเศษ กรมสรรพากร ที่มาลงลึกเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีตาม Digital Skill Roadmap

ต่อเนื่องกับกิจกรรมช่วงบ่ายโดย นางสาวสุชนา สินธวถาวร ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคง ดีป้า ที่มาให้คำแนะนำเกี่ยวกับหลักสูตรเพื่อการพัฒนาทักษะดิจิทัลสำหรับผู้สูงวัยและกลุ่ม เปราะบาง ต่อด้วยการเวิร์กช็อปในช่วงบ่ายกับ ‘AWS – CEBL: AWS Cloud Essentials for Business Leader’โดย คุณสมบัติ วงศ์ศรีศุภกุล Technical Trainer จาก เทรโนเคท (ไทยแลนด์) เจ้าของตำแหน่ง AWS Authorized Instructor Champion ที่จะพาผู้เข้าร่วมกิจกรรมเรียนรู้พื้นฐาน Cloud Computing และแนวคิดในการนำไปใช้ในภาคธุรกิจอย่างปลอดภัย ก่อนปิดท้ายด้วยกิจกรรมระดมสมองออกแบบแนวทางพัฒนาทักษะดิจิทัลที่ตอบโจทย์ บริบทภาคเหนือโดยเฉพาะ

ดร.ศิธร ระบุว่า Digital Skill Roadmap ถือเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ ดีป้า นำมาใช้เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนากำลังคนและบุคลากรดิจิทัลของประเทศโดยความ ร่วมมือจากเครือข่ายพันธมิตรที่เป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำในประเทศและระดับโลกผ่านหลักสูตรด้านดิจิทัล พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเพื่อจูงใจเอกชนในการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ ซึ่ง ดีป้าเชื่อมั่นว่า การดำเนินงานดังกล่าวจะช่วยพัฒนากำลังคนและบุคลากรดิจิทัลไทยได้ราว 1 ล้านคนต่อปี

สำหรับกิจกรรมโรดโชว์พื้นที่ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่นับเป็นสถานีที่ 2 จากทั้งหมด 4 ภูมิภาค โดยหลังจากนี้ ดีป้า จะลงพื้นที่จังหวัดชลบุรีในวันที่ 8 กรกฎาคม และจังหวัดขอนแก่นในวันที่ 15 กรกฎาคม

ซึ่งผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเพจเฟซบุ๊ก depa Thailand และดูหลักสูตรที่ขึ้นทะเบียน Digital Skill Roadmap ได้ที่https://techhunt.depa.or.th/digitalskill หรือดูหลักสูตรที่ขึ้นทะเบียนและกดรับคูปองได้ทางแอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ผนึกกำลังหน่วยงานการแพทย์ ฝึกซ้อมเต็มรูปแบบรับมือเหตุการณ์อากาศยานประสบภัยขณะทำการบิน

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ผนึกกำลังหน่วยงานการแพทย์ ฝึกซ้อมเต็มรูปแบบรับมือเหตุการณ์อากาศยานประสบภัยขณะทำการบิน

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 27 มิถุนายน 2568 นาวาอากาศโท รณกร เฉลิมแสนยากร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดการฝึกซ้อมเต็มรูปแบบตามแผนฉุกเฉิน ท่าอากาศยานเชียงใหม่ บทที่ 3 กรณีอากาศยานประสบภัยขณะทำการบิน (In-flight Emergencies) ประจำปี 2568 ภายใต้รหัสฝึกซ้อม CEMEX25 โดยมีผู้บริหาร หน่วยงานการแพทย์ทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้แทนส่วนราชการ ผู้แทนสายการบิน ผู้ประกอบการ และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฝึกซ้อมและทบทวนขั้นตอนการปฏิบัติอย่างพร้อมเพรียง ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนอากาศยานของสายการบินไทยแอร์เอเชีย (Thai AirAsia) สำหรับใช้ในการจำลองสถานการณ์ เที่ยวบิน AV 619 ของสายการบิน AWA Airlines เส้นทางคุณหมิง – ภูเก็ต ประสบเหตุตกหลุมอากาศอย่างรุนแรงขณะทำการบิน และขอลงจอดฉุกเฉิน ณ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก และมีผู้เสียชีวิต

การฝึกซ้อมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการและยกระดับระบบการแพทย์ฉุกเฉิน และการประสานงานระหว่างหน่วยงานภายในท่าอากาศยาน หน่วยแพทย์ฉุกเฉิน หน่วยกู้ภัย ตลอดจนหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ การเตรียมพร้อมล่วงหน้าจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความสูญเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที พร้อมรับเหตุฉุกเฉินซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

นาวาอากาศโท รณกร กล่าวว่า “ความร่วมมือทางการแพทย์เป็นปัจจัยสำคัญในการจัดการเหตุฉุกเฉิน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก การวางระบบร่วมกันตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ทุกหน่วยงานประสานงานได้อย่างรวดเร็ว ลดความสูญเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยชีวิตอย่างแท้จริง”

ปัจจุบัน ท่าอากาศยานเชียงใหม่ให้บริการเฉลี่ย 147 เที่ยวบินต่อวัน รองรับผู้โดยสารกว่า 21,000 คนต่อวัน และมีแนวโน้มการเติบโตของเที่ยวบินระหว่างประเทศในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากประเทศเกาหลีใต้และจีน ซึ่งยิ่งตอกย้ำความจำเป็นของระบบฉุกเฉินที่พร้อมใช้งานในทุกสถานการณ์ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ขอยืนยันความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้โดยสารทุกคน ด้วยระบบจัดการเหตุฉุกเฉินที่ครอบคลุมและทันสมัย ภายใต้แนวคิด “ใส่ใจความปลอดภัย ดูแลคุณด้วยมาตรฐานมืออาชีพ”

จังหวัดเชียงใหม่ เตรียมคัดเลือกนักกีฬาของจังหวัดเชียงใหม่ ในการจัดการแข่งขันกีฬานักเรียนนักศึกษาแห่งชาติครั้งที่ 44 ประจำปี 2569

จังหวัดเชียงใหม่ เตรียมคัดเลือกนักกีฬาของจังหวัดเชียงใหม่ ในการจัดการแข่งขันกีฬานักเรียนนักศึกษาแห่งชาติครั้งที่ 44 ประจำปี 2569

วันนี้ (11 มิ.ย. 68) ที่ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 สํานักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานการประชุมหารือการคัดเลือกนักกีฬาของจังหวัดเชียงใหม่ ในการจัดการแข่งขันกีฬานักเรียนนักศึกษาแห่งชาติครั้งที่ 44 ประจำปี 2569 โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงาน เข้าร่วมการประชุม

สำหรับการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ เป็นการแข่งขันกีฬาที่จัดโดยสำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งมีเป้าหมายให้นักเรียนและนักศึกษาจากสถานศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศไทย ได้มีโอกาสเข้าร่วมแข่งขันและแสดงความสามารถในด้านกีฬา พร้อมเข้าใจถึงประโยชน์ของการเล่นกีฬา มีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ห่างไกลยาเสพติด สามารถนำความรู้ประสบการณ์ไปพัฒนาตนเองให้ก้าวสู่การเป็นนักกีฬาในระดับที่สูงขึ้นไป

โดยในปีนี้ การจัดการแข่งขัน มีทั้งหมด 26 ชนิดกีฬา อาทิ กรีฑา ,ว่ายน้ำ ,กอล์ฟ ,แบดมินตัน ,เทควันโด ,เทนนิส ,สนุกเกอร์ ,หมากล้อม ,คาราเต้ ,เรือพาย และอีกมากมาย เป็นต้น ในการนี้ จังหวัดเชียงใหม่จึงได้ จัดการประชุมฯ เพื่อพิจารณาหารือแนวทางการคัดเลือกนักกีฬาของจังหวัดเชียงใหม่ ในการจัดการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 44 ประจำปี 2569 รอบการคัดเลือกตัวแทนระดับจังหวัดเชียงใหม่ และ หารือการส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน รอบคัดเลือก เขตการแข่งขันที่ 5 ในช่วงเดือนพฤศจิกายน -ธันวาคม 2568 ณ จังหวัดเชียงราย ซึ่ง จังหวัดเชียงรายจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน และการหารือเกี่ยวกับการจัดการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 44 ประจำปี 2569 ระดับประเทศ ภายใต้ชื่อ “ฅนบุรีรัมย์เกมส์” ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม 2569 ณ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีกรมพลศึกษาและจังหวัดบุรีรัมย์เป็นเจ้าภาพร่วมจัดการแข่งขัน

ทั้งนี้ จังหวัดเชียงใหม่ได้มีการร่างกำหนดการรับสมัครและการจัดการแข่งขันไว้เบื้องต้น โดยมีกำหนดการ เปิดรับสมัคร ระหว่างวันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2569 และจัดการแข่งขันทุกชนิดกีฬา ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม – 15 กันยายน 2568

มูลนิธิโครงการหลวง เปิดการอบรมหลักสูตร “การพัฒนาอุตสาหกรรมการปลูกและผลิตกาแฟบนพื้นที่สูง” ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่นานาชาติ

มูลนิธิโครงการหลวง เปิดการอบรมหลักสูตร “การพัฒนาอุตสาหกรรมการปลูกและผลิตกาแฟบนพื้นที่สูง” ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่นานาชาติ

พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เลขาธิการ และประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวงเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมหลักสูตรการเรียนรู้มูลนิธิโครงการหลวง เรื่อง “การพัฒนาอุตสาหกรรมการปลูกและผลิตกาแฟบนพื้นที่สูง” ผ่านระบบออนไลน์ ณ ห้องประชุม ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

มูลนิธิโครงการหลวง ร่วมกับ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) และ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ (TICA) จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการระดับนานาชาติ เรื่อง “การพัฒนาอุตสาหกรรมการปลูกและผลิตกาแฟบนพื้นที่สูง” เป็นหลักสูตรเฉพาะด้าน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมมีความรู้ และความเข้าใจในหลักพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะทำให้ประเทศชาติมั่นคงประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยการสืบสาน รักษา และต่อยอด การพัฒนาทางเลือกอย่างยั่งยืนบนที่สูง เพื่อความมั่นคงและความสุขของราษฎรตามแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงก่อตั้งมูลนิธิโครงการหลวง และเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนากาแฟอะราบิกาบนพื้นที่สูงสู่ระดับสากล และส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติ (UN-SDGs) ภายในปี ค.ศ. 2030

โดยมีผู้เข้าร่วมโดยมีผู้เข้าร่วมจาก 7 ประเทศ 1 หน่วยงาน ประกอบด้วย ราชอาณาจักรภูฏาน ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล สหสาธารณรัฐแทนซาเนีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC)
รวมจำนวน 35 คน ถ่ายทอดการเรียนรู้ผ่านการบรรยาย การศึกษาดูงาน การฝึกปฏิบัติจริง รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 13 มิถุนายน 2568 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก จังหวัดเชียงใหม่

“ชาวสวนลิ้นจี่เชียงใหม่ปรับขายออนไลน์เพิ่มกำไร 3 เท่า”

“ชาวสวนลิ้นจี่เชียงใหม่ปรับขายออนไลน์เพิ่มกำไร 3 เท่า”

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568  นายเจริญ พิมพ์ขาล เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ เยี่ยมชาวสวนลิ้นจี่จักรพรรดิGI แปลงใหญ่ ที่นำหลักการตลาดออนไลน์ปรับใช้ในการจำหน่ายได้ราคามากกว่าเดิมถึง 3 เท่าโดยนายประเสริฐ พรหมวรรณ เกษตรอำเภอฝาง ให้ข้อมูลดังกล่าว ณ ตำบลแม่สูน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่

กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ได้ดำเนินโครงการเกษตรแปลงใหญ่ และโครงการส่งเสริมไม้ผลอัตลักษณ์ จนได้รับการขึ้นทะเบียน “ลิ้นจี่จักรพรรดิGI” มีแปลงเรียนรู้ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี คุณนงคราญ เทเวศร์วรกุล (พี่แจ๋ว) เป็นเกษตรการต้นแบบ ปัจจุบันเป็นช่วงที่ลิ้นจี่ให้ผลผลิต ซึ่งราคาตามท้องตลาดอยู่ที่ประมาณ 32 บาท/กิโลกรัม แต่เกษตรต้นแบบได้นำการตลาดออนไลน์มาปรับใช้ ทำให้จำหน่ายหน้าสวนได้ราคา 100 บาท/กิโลกรัม ซึ่งมากกว่าถึง 3 เท่าตัว แต่ถ้ามีผู้สนใจมาซื้อที่หน้าสวนแบบคัดพิเศษจำหน่ายได้กิโลกรัมละ 60 บาท

เกษตรจังหวัดกล่าวว่านี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างเกษตรกรต้นแบบ แม้ในห้วงเวลาที่ราคาผลผลิตมีความผันผวนก็สามารถปรับตัวแบ่งสัดส่วนผลผลิตมาทำการตลาดออนไลน์ และจำหน่ายตรงแก่ผู้บริโภคหน้าสวน ก็ทำได้ราคาเป็นที่น่าพอใจสามารถอยู่ได้ และหากท่านใดสนใจอุดหนุนเกษตรกรสามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0895548280

SUN ชู “นวัตกรรมการเกษตร” ตอบโจทย์โลกอนาคต จัดงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตร ครั้งที่ 7 พลิกโฉมเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน

บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) หรือ SUN ในฐานะผู้นำธุรกิจเกษตรแปรรูปรายใหญ่ของไทย จัดงานนวัตกรรมเทคโนโลยีการเกษตรต่อเนื่อง ครั้งที่ 7 ตอกย้ำพันธกิจในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรอย่างยั่งยืน และเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรไทยในยุคเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) เมื่อ 19 มิถุนายน 2568 ณ ไร่ตะวันหวาน (Sun Valley) จ.เชียงใหม่

นางอัมพันธ์ สุริยัง ผู้อำนวยการฝ่ายห่วงโซ่อุปทาน เปิดเผยว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ภาวะความมั่นคงทางอาหาร และความต้องการผลิตภัณฑ์เกษตรคุณภาพสูงที่เติบโตทั่วโลก เกษตรกรรมไทยต้องก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม และเปลี่ยนผ่านสู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และความรู้ ในปีนี้ บริษัทได้จัดนวัตกรรมเทคโนโลยีการเกษตรต่อเนื่อง ครั้งที่ 7 ขึ้นภายใต้แนวคิดที่ผสานองค์ความรู้ด้าน AI, IoT, Big Data และเทคโนโลยีปลูกพืชแม่นยำ (Precision Agriculture) มาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมเกษตรกรให้เข้าถึงเทคโนโลยีที่ช่วยแก้ปัญหา “พึ่งพาดินฟ้าอากาศ” ไปสู่ “การวางแผนล่วงหน้าได้ด้วยข้อมูล” ยกระดับคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐานสากล และสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร

ไฮไลต์สำคัญของงาน ได้แก่ การสาธิตเทคโนโลยีเกษตรครบวงจร ตั้งแต่ระบบให้น้ำอัจฉริยะ การวิเคราะห์ดินด้วยแอป ไปจนถึงโดรนเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว การเสวนาวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้นำด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเกษตร สนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริง รวมถึงบูธนิทรรศการจากพันธมิตรระดับประเทศ โดยเปิดพื้นที่เรียนรู้ให้เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป สร้างแรงบันดาลใจและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารให้เติบโตต่อไป